เด็กไทยส่วนใหญ่เลือกเรียนสายสามัญมากกว่าสายอาชีวะ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยขาดแคลนแรงงาน และหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ประเทศไทยจะไม่สามารถแข่งขันในประชาคมอาเซียนได้ การควบรวมอาชีวะภาครัฐกับเอกชนจึงมีขึ้นเพื่อกำหนดทิศการผลิตแรงงานให้สมดุล
และนี่เป็นครั้งแรกของการประชุมเชิงปฏิบัติการ ผู้บริหารสถานศึกษา อาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชน กว่า 1,000 คน จากทั่วประเทศ ที่วิทยาลัยเทคนิคปทุมธานี ผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวะเอกชนคนหนึ่งสะท้อนปัญหาว่า เด็กที่เลือกเรียนอาชีวะถูกมองว่าเป็นรองเด็กที่เลือกสายสามัญ นอกจากนี้เด็กอาชีวะส่วนใหญ่มีปัญหาทางครอบครัว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ บอกว่า นับจากนี้จะต้องมีการรีแบรนดิ่งภาพของการศึกษาอาชีวะ ทั้งนี้เห็นว่าการควบรวมอาชีวะภาครัฐกับเอกชนร่วมกันจะเกิดผลดีช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา แต่การควบรวมนี้ไม่ได้หมายความว่าอาชีวะเอกชนเป็นของรัฐ เพียงแต่เปลี่ยนหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลจาก สช.เป็น สอศ. เท่านั้น
ในปีการศึกษา 2559 สอศ.กำหนดสัดส่วนรับนักเรียนสายอาชีพต่อสายสามัญอยู่ที่ 42 ต่อ 58 โดย 42% ของอาชีวะทั้งอาชีวะรัฐและเอกชนในจังหวัดต้องวางแนวทางส่งต่อเด็กร่วมกัน เนื่องจาก พบว่า มีนักเรียน 7% ที่จบ ม.3 แล้วไม่เรียนต่อ แต่เข้าสู่ตลาดแรงงาน สอศ.จะไปจูงใจให้เด็กกลุ่มนี้มาเรียนสายอาชีพมากขึ้น
หลังจากมีการควบรวมอาชีวศึกษาภาครัฐ-เอกชน สอศ.จะมีวิทยาลัยอาชีวะอยู่ในกำกับดูแลทั้งสิ้น 886 แห่ง และมีนักเรียนสิ้น 976,615 คน แบ่งเป็น วิทยาลัยอาชีวะรัฐ จำนวน 425 แห่ง นักศึกษา 674,113 คน และวิทยาลัยอาชีวะเอกชนจำนวน 461 แห่ง นักศึกษา 302,502 คน
พลเอกดาว์พงษ์ บอกว่า วิทยาลัยอาชีวะแต่ละที่ควรมีความถนัดเฉพาะทาง ไม่ซ้ำซ้อน แล้วให้เด็กเลือกตามความถนัดของตนเอง ครับ ซึ่งตามโรดแมพควบรวมอาชีวะ ในเดือนตุลาคม การถ่ายโอนภาระงานทุกอย่างทุกด้านจะครบถ้วน