และสังคมออนไลน์เริ่มเจาะข้อมูลเกี่ยวกับบ้านพัก รายได้ รถยนต์ของสามีและทันตแพทย์หญิงดลฤดีที่สหรัฐอเมริกาแล้ว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา17.00น. 1ใน4 คนค้ำทันตพทย์หญิงดลฤดี กล่าวกับเก็บตกจากเนชั่น ทางเนชั่นทีวีว่า เดิมนั้น พวกตน4คนต้องชดใช้เงิน30ล้านบาทเพราะต้องจ่ายสามเท่าที่ทันตแพทย์หญิงดลฤดีใช้ แต่พวกตนไปขอศาลว่า ขอจ่ายเฉพาะเงินที่ใช้จ่ายจริงคือ7-8ล้านบาท แต่ตนค้ำเฉพาะเงินเดือนจึงจ่ายเงินชดใช้น้อยกว่า3คน คือตนจ่าย2แสนบาท แต่คนอื่นต้องจ่ายชดใช้ราวๆ2ล้านกว่าบาท/คน เพราะเป็นเงินก้อนใหญ่คือค่าใช้จ่ายช่วงเรียน
เมื่อปี2536พวกเราไม่ทราบปัญหาทางกฎหมายเพราะตอนนั้นเราอายุน้อย และมีรายได้น้อย เพราะเซ็นค้ำเมื่อ20ปีที่แล้ว พวกตนได้ต่อรองกับฝ่ายต่างๆรวมทั้งศาลด้วย แต่ละฝ่ายใช้เวลาตอบกลับนานมาก แต่ก็ดำเนินการมาเรื่อยๆ โดยในเดือนม.ค.นี้มีหมายศาลว่า ต่ออายุไม่ได้แล้ว ต้องจ่ายชดเชยในเดือนกพ.นี้ โดยตนใช้เงินส่วนตัวที่เป็นเงินเก็บสะสมมาชดใช้ แต่บางคนต้องกู้มาชดใช้ เพราะหากไม่จ่ายจะโดนยึดทรัพย์ เพราะตอนนั้นทันตแพทย์หญิงดลฤดีเป็นข้าราชการที่ร่วมงานกัน และพวกตนอยากเห็นว่าการเรียนต่อนั้น มันเป็นประโยชน์ จึงไม่ปฏิเสธการค้ำประกัน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น มันไม่มีเพดานว่าจะต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายเท่าใด เพราะค้ำประกันยาวจากปริญญาโท-เอก เมื่อไม่จ่าย วงเงินจึงสูงมาก เพราะไม่ทราบว่า หากเบี้ยวไม่ชดใช้ทุน พวกตนจะชดใช้เท่าใด1ใน4ผู้ชดใช้เงินกล่าว
1ใน4ผู้ชดใช้เงินกล่าวอีกว่า ตอนแรกเมื่อได้หมายศาลก็งงว่า ทำไมเงินชดใช้เยอะเกือบ30ล้านบาท สมมติว่า ต้องชดใช้2ล้านบาท เงินหมอคนหนึ่งคือ 4หมื่นบาท แต่ต้องใช้หนี้แทน ต้องใช้เวลา5ปีใช้หนี้ โดยไม่มีสิทธิใช้เงินเดือนของตัวเองเลย ตนเชื่อว่าทันตแพทย์หญิงดลฤดีมีรายได้เยอะมาก แต่แปลกใจที่ไม่ยอมใช้หนี้ ตนค้ำประกันให้เมื่อตอนนั้นเป็นครั้งแรกและค้ำให้ทันตแพทย์หญิงดลฤดีเป็นคนแรก หากรู้แบบนี้คงไม่ค้ำประกันให้ ส่วนการช่วยเหลือของมหาวิทยาลัยมหิดลนั้นก็มีบ้างบางส่วน และรอข้อตกลงหลักจากมหาวิทยาลัยก่อน ส่วนการติดติดต่อทันตแพทย์หญิงดลฤดีนั้นเคยติดต่อได้เมื่อสิบปีที่เล้ว และบางคนเดินทางไปพบที่อเมริกาแต่ทันตแพทย์หญิงดลฤดีก็ไม่มาให้พบตัว
ที่ผ่านมาก็มีคนเดือดร้อนแบบนี้แต่วงเงินไม่มากเท่ากรณีของพวกตน แต่ช่วงหลังมีกฎให้พ่อ-แม่ค้ำประกัน ผู้ขอทุนไปเรียนแทน ทำให้มีความรัดกุมขึ้น