นายโมฮัมเหม็ด อาปันดี อาลี อัยการสูงสุดมาเลเซีย แถลงวันนี้ว่าจากการทบทวนหลักฐานที่คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตมาเลเซียรวบรวมมา ได้ข้อสรุปว่า เงินต้องสงสัยที่โอนเข้าบัญชีส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีนาจิบระหว่าง 22 มี.ค.- 10 เม.ย. 2556 รวม 2,600 ล้านริงกิตหรือเกือบ 24,000 ล้านบาทเป็นเงินบริจาคส่วนตัวจากราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียโดยไม่ใช่เพื่อโน้มน้าว การให้รางวัล เพื่อให้นายกรัฐมนตรีกระทำหรือละเว้นการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด และนายนาจิบคืนเงิน 2,003 ล้านริงกิตให้ราชวงศ์ซาอุฯเมื่อส.ค. 2556 แล้ว
อัยการระบุว่าไม่มีเหตุผลต้องอธิบายว่าเหตุใดจึงบริจาคเงิน เพราะเป็นเรื่องระหว่างนายนาจิบและราชวงศ์ซาอุฯ และเมื่อทบทวนหลักฐานทั้งหมดแล้วไม่พบการกระทำผิดจึงสั่งให้คณะกรรมการปราบปรามการทุจริต ปิดการสอบสวนทั้งสามสำนวน ซึ่งได้แก่ เรื่องเงินบริจาค 2,600 ล้านริงกิต กับอีกสองสำนวนเกี่ยวกับเงิน 42 ล้านดอลลาร์ในบัญชีของนาจิบที่ถูกกล่าวหาว่ามาจากบริษัทเอสอาร์ซี อินเตอร์เนชันแนล อดีตบริษัทลูกของวันเอ็มดีบี บริษัทการลงทุนของรัฐที่เปิดตัวในสมัยนาจิบเป็นรัฐมนตรีคลัง
หนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล และสื่อแนวสอบสวนในมาเลเซีย รายงานเปิดโปงเมื่อก.ค.ปีที่แล้วว่า เงินปริศนา 2,600 ล้านริงกิตมาจากวันเอ็มดีบี ในช่วงที่รัฐบาลไม่อาจชี้แจงว่าเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์หายไปจากวันเอ็มดีบีได้อย่างไร ต่อมารัฐบาลยอมเผยที่มาว่าเป็นเงินจากผู้บริจาคในตะวันออกกลาง ซึ่งกลับยิ่งทำให้เกิดคำถามตามมา
ขณะที่วัน อาซิซะห์ วัน อิสมาอิล ผู้นำพรรรคฝ่ายค้านมาเลเซีย กล่าวว่าการแถลงล่าสุดของอัยการเป็นการปกปิดเสียมากกว่า และประชาชนจะตั้งคำถามว่าอัยการได้ทำหน้าที่อย่างมืออาชีพ มีอิสระ และยุติธรรมแล้วหรือไม่ ซึ่งอัยการจะต้องชี้แจง
แม้อัยการมาเลเซียสั่งปิดสอบสวน แต่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในสหรัฐ สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์และฮ่องกง ยังคงตรวจสอบเส้นทางการเงินในต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับวันเอ็มดีบีอยู่