คณะทำงานฝ่ายกฎหมายวัดปากน้ำภาษีเจริญ นายศุภภัทร์พจน์ นิติศศธร บอกถึงรถโบราณที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์วัดปากน้ำภาษีเจริญ ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)เข้าตรวจสอบ กระบวนการนำเข้ารถนั้นไม่ใช่เรื่องของวัดเป็นเรื่องของอู่ที่ซ่อม โดยมีผู้บริจาคให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ซึ่งผู้นำมาบริจาคเป็นคนติดต่อกับอู่รถและเหมารวมราคาทั้งการซื้อโครงรถ ค่าซ่อม ค่าจดทะเบียน ค่าโอน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทางผู้บริจาคจ่ายเหมารวมให้อู่รถเป็นผู้ดำเนินการ ดังนั้น การนำชิ้นส่วนและอะไหล่รถยนต์เข้ามาเป็นเรื่องของอู่รถ โดยผู้บริจาคเสียภาษีศุลกากร และภาษีสรรพามิตอย่างถูกต้องจึงได้นำไปจดทะเบียน เมื่อผู้บริจาคชำระเงินและจดทะเบียน ทุกอย่างเสร็จสิ้นกระบวนการ จึงนำมาถวายสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เพื่อนำไปจัดแสดงยังพิพิธภัณฑ์วัดปากน้ำภาษีเจริญ
นายศุภภัทร์พจน์ บอกว่า ผู้บริจาคได้ถวายรถให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ในปี 2554 โดยผู้บริจาคประสงค์ที่จะจดทะเบียนในชื่อของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ให้เป็นผู้ครอบครอง แต่สมเด็จฯ ไม่ได้นำมาใช้งาน และให้นำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ ส่วนกรณีที่มีการระบุว่า ไม่ได้เสียภาษีอย่างถูกต้องนั้น เรื่องนี้ สามารถไปตรวจสอบได้ที่กรมการขนส่งทางบก หากเสียภาษีไม่ถูกต้องไม่ว่าขั้นตอนไหนก็ตาม จะไม่สามารถจดทะเบียนได้ ทั้งนี้ ทราบว่า ตอนนี้ทางอู่รถ และผู้ที่นำเข้าได้ให้การกับดีเอสไอไว้แล้ว พร้อมทั้งส่งเอกสารชี้แจงว่านำเข้ามาอย่างไร และเสียภาษีอย่างไร ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเครื่องและโครงสร้างตัวถัง รถ ทางวัดไม่ทราบรายละเอียดเพราะอู่รถเป็นผู้นำเข้า
"การจดทะเบียนนั้น ทางวัดได้มีการเปลี่ยนทะเบียน 1 ครั้ง ซึ่งครั้งแรกเป็นเลขทะเบียน ขม 99 ต่อมาเปลี่ยนเลขทะเบียนเป็น งค 1560 โดยรถที่นำจดทะเบียนได้นั้น จะต้องเป็นรถที่สามารถใช้งานได้ ดังนั้น ทางวัดและผู้บริจาคจึงได้ขับรถนำไปจดทะเบียนเพื่อให้ทราบว่าเป็นรถที่สมบูรณ์ ส่วนกรณีที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เคยใช้ปฏิบัติศาสนกิจหรือไม่นั้น ไม่ทราบ ส่วนรถอีก 2 คันภายในพิพิธภัณฑ์นั้น เป็นชื่อของผู้ถวายไม่ใช่ชื่อของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ และผู้ถวายต้องการให้นำจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ของวัดไม่ได้มีเจตนาถวายให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ไว้ใช้งาน" นายศุภภัทร์พจน์ กล่าว