ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 22 ธ.ค.58 ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ 830/2553 ที่นางวิมลรัตน์ กุลดิลก ภรรยา พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก อดีตรมช.มหาดไทย เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน อดีต รมช.พาณิชย์ ยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (โจทก์ถอนฟ้องระหว่างการพิจารณา) , พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. , บริษัท แอสเซ็ท มิลเลี่ยน จำกัด ประกอบกิจการประเภทเชื้อเพลิง ซึ่งถือหุ้นใหญ่ในบริษัท เวิลด์แก๊ส จำกัด และพวกรวม 10 คน เป็นจำเลย ในความผิดเรื่อง เพิกถอนการโอน กรณีเมื่อวันที่ 12 พ.ย.51 นายสุริยา จำเลยที่ 1 โอนหุ้นของบริษัทแอสเซ็ทฯ จำเลยที่ 4 รวม 10,199,600 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท ให้กับนางวิมลรัตน์ โจทก์ เพื่อชำระหนี้บางส่วน โดยนายธรรมนูญ ทองลือ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนถือหุ้นของนายสุริยา จำเลยที่ 1 ได้โอนหุ้นผ่านตัวแทนของจำเลยที่ 1 อีกคนหนึ่งเพื่อโอนหุ้นให้โจทก์ แต่ต่อมานายสุริยา จำเลยที่ 1 หลบหนีไปต่างประเทศ ซึ่งปี 2552 ก.ล.ต.มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของนายสุริยา จำเลยที่ 1 , นายธรรมนูญ จำเลยที่ 2 และบริษัทแอสเซ็ทฯ จำเลยที่ 4 โจทก์จึงยังไม่ได้จดทะเบียนแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้น ซึ่งนายธรรมนูญ จำเลยที่ 2 ได้นำหุ้นนั้นไปขายให้กับ พล.ต.อ.สมยศ จำเลยที่ 3 ในราคา 900,000 บาท ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าหุ้นที่แท้จริงที่มีราคาถึง 101,996,000 บาท โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระทั่งพวกจำเลยได้มีการประชุมผู้ถือหุ้นแล้วตั้งกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ซึ่ง พล.ต.อ.สมยศ จำเลยที่ 3 ได้มีการโอนหุ้นบางส่วนให้ จำเลยที่ 5-10 รายละ 2,000 หุ้น ดังนั้น โจทก์จึงขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการโอนหุ้นของบริษัทแอสเซ็ทฯ จำเลยที่ 4 ระหว่างกลุ่มจำเลย และให้พิพากษาว่าหุ้นจำนวน 10,199,600 หุ้น มูลค่า 101,996,000 บาท เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และห้ามจำเลยทั้งสิบเกี่ยวข้อง รวมทั้งให้จำเลยทั้งสิบรวมกันชำระค่าเสียหายทดแทนกับโจทก์ด้วย จำนวน 407,999,694 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ขณะที่จำเลยสู้ว่า นายธรรมนูญ จำเลยที่ 2 ไม่ใช่ตัวแทนถือหุ้นของนายสุริยา จำเลยที่ 1 และไม่รู้จักหรือมีนิติสัมพันธ์กัน แต่จำเลยที่ 2 รับโอนหุ้นจากนางวันดี โตเจริญ จำเลย 99,940 หุ้น โดยการรับโอนหุ้นพิพาทนั้นได้เสียค่าตอบแทนโดยสุจริตและแจ้งให้บริษัทแอสเซ็ทฯ จำเลยที่ 4 ทราบ เพื่อแจ้งนายทะเบียนหุ้นส่วน โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 54 ให้เพิกถอนการโอนหุ้นของบริษัท แอสเซ็ทฯ ระหว่างนายธรรมนูญ จำเลยที่ 2 กับ พล.ต.อ.สมยศ จำเลยที่ 3 รวม 10,199,600 หุ้น และเพิกถอนการโอนหุ้นระหว่างพล.ต.อ.สมยศ จำเลยที่ 3 กับ จำเลยที่ 5 -10 โดยให้หุ้นจำนวนดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของนางวิมลรัตน์ โจทก์ และห้ามจำเลยที่ 2-3 , จำเลยที่ 5- 10 เกี่ยวข้องกับหุ้นดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 2-3 และจำเลยที่ 5-10 ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้อง ขณะที่โจทก์ยื่นฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจประชุมหารือตรวจสำนวนกันแล้ว รับฟังได้ว่า ปี 2550 นางวันดีโอนหุ้นให้นายธรรมนูญ จำเลยที่ 2 ต่อมามีการเพิ่มทุนของบริษัทแอสเซ็ทฯ จำเลยที่ 4 เป็น 20 ล้านหุ้น ซึ่งนายธรรมนูญ จำเลยที่ 2 ได้เป็นผู้ถือหุ้น 10,199,600 หุ้น และมีผู้ถือหุ้นอีก 6 คน แต่เมื่อเดือน ธ.ค.51 นายสุริยา จำเลยที่ 1 ลูกหนี้โจทก์หลบหนีไปต่างประเทศ ต่อมาปี 2552 ก.ล.ต. มีคำสั่งอายัดทรัพย์จำเลยที่ 1-2 และ 4 ซึ่งระหว่างนั้นมีการโอนหุ้นพิพาทดังกล่าวในกลุ่มของจำเลย โดยนายธรรมนูญ จำเลยที่ 2 ได้ต่อสู้ว่า ลายมือชื่อในใบโอนหุ้นเป็นเอกสารปลอมนั้น ศาลฎีกา เห็นว่า นายธรรมนูญ จำเลยที่ 2 ให้การว่าไม่เคยโอนหุ้นพิพาทตามใบโอนหุ้นให้แก่นายสุวิทย์ สัจจวิทย์ และไม่เคยได้รับชำระค่าหุ้น รวมทั้งไม่เคยรู้จักกับนายสุวิทย์ และนายสมบัติ สร้อยเงิน พยานในการโอนหุ้น และนายทะเบียนที่ลงนามรับรองในใบโอนหุ้นเป็นการลงนามรับรองข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ ใบโอนหุ้นจึงเป็นเอกสารปลอม ศาลเห็นว่า คำให้การของนายธรรมนูญ จำเลยที่ 2 ที่ปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ ชัดแจ้งอยู่ในตัว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเกี่ยวกับลายมือชื่อผู้โอน ในใบโอนหุ้นว่าเป็นลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 หรือไม่จึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อเปรียบเทียบลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในใบโอนหุ้น แตกต่างกันเล็กน้อยกับเอกสารอื่น ซึ่งบุคคลทั่วไปไม่สามารถลงลายมือชื่อได้เหมือนกันทุกครั้ง จึงไม่อาจรับฟังเป็นข้อยุติว่าลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้โอนในใบหุ้นเป็นลายมือชื่อปลอมนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ และ พล.ต.อ.สมยศ จำเลยที่ 3 ต่างอ้างและนำสืบยันกันว่า ตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหุ้นพิพาท แต่เมื่อชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบโดยตลอดแล้ว พยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยมีน้ำหนักน่าเชื่อถือว่าฝ่ายโจทก์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่านายธรรมนูญ จำเลยที่ 2 ไม่ได้โอนหุ้นให้แก่นายสุวิทย์ เพื่อที่นายสุวิทย์จะโอนหุ้นพิพาทให้แก่โจทก์ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ โจทก์ยังไม่มีพยานใดมานำสืบแสดงให้เห็นว่านายธรรมนูญ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในใบโอนหุ้น และเมื่อเปรียบเทียบลายมือชื่อของจำเลยที่ 2ในเอกสารต่างๆ ที่คู่ความนำสืบแล้วปรากฏว่า มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน อีกทั้งหากนายสุริยา จำเลยที่ 1 จะโอนหุ้นพิพาทให้โจทก์ก็แค่นำใบโอนหุ้นที่นายธรรมนูญ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อโอนลอยไว้มากรอกชื่อโจทก์เป็นคู่สัญญาผู้รับโอนก็ย่อมสมบูรณ์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้นายธรรมนูญ จำเลยที่ 2 ทำใบโอนหุ้นพิพาทให้แก่นายสุวิทย์ อีกทอดหนึ่งก่อน แล้วจึงให้นายสุวิทย์ โอนให้โจทก์ ข้ออ้างของโจทก์เรื่องข้อตกลงโอนหุ้นพิพาทคืนให้นายสุริยา จำเลยที่ 1 ไม่มีเหตุผลสมควรให้รับฟัง เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีชื่อเป็นผู้บริหารของบริษัทแอสเซ็ทฯ จำเลยที่ 4 หรือมีความยุ่งยากที่จะกลับคืนสภาพเดิมแต่อย่างใด ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืนให้ยกฟ้อง