"วิลาศ"แฉ กทม.ล็อกสเป็กซื้อเครื่องดนตรี
07 ธ.ค. 2558 | wanchat

วิลาศ แจงระเอียดปม กทม.ส่อโกงจัดซื้อเครื่องดนตรี ชี้ ใช้งบเกินความจำเป็น-เข้าข่ายฮั้ว ปฎิเสธจับมือ อภิสิทธิ์" ขับผู้ว่ากทม.พ้น ปชป. เสนอ รัฐบาลใช้ ม.44 ดำเนินการเรียกค่าเสียหายคืน
ข่าว
07 ธ.ค. 2558 | wanchat

วิลาศ แจงระเอียดปม กทม.ส่อโกงจัดซื้อเครื่องดนตรี ชี้ ใช้งบเกินความจำเป็น-เข้าข่ายฮั้ว ปฎิเสธจับมือ อภิสิทธิ์" ขับผู้ว่ากทม.พ้น ปชป. เสนอ รัฐบาลใช้ ม.44 ดำเนินการเรียกค่าเสียหายคืน
วันนี้(7ธ.ค.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการบริหารงานของกทม.เกี่ยวกับโครงการพัฒนาทักษะทางดนตรีในโรงเรียนสังกัด กทม.ว่า ตนทำหน้าที่ตรวจสอบ ในฐานะอดีตประธานกมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและครูในสังกัดกทม.มาตรวจสอบ ซึ่งไม่ได้ขัดผลประโยชน์กับใคร หรือจับมือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าปชป.เพื่อขับไล่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม.ให้พ้นจากพรรคประชาธิปัตย์
เพราะการตรวจสอบการบริหารงานของรองผู้ว่าฯ กทม.ก่อนหน้านี้ 2 คน ก็เป็นการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และไม่เคยบอกกล่าวหัวหน้าพรรคหรือคนในพรรคมาก่อน ซึ่งในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากปรากฏข่าวว่า ตนจะตรวจสอบการจัดซื้อเปียโน และอุปกรณ์ดนตรีของกทม. ได้มีการสั่งการไปยังโรงเรียนกทม. เพื่อทำความสะอาดเครื่องดนตรีที่เคยกองสุมไว้ พร้อมทั้งสั่งห้ามไม่ให้ตนและทีมงานเข้าไปถ่ายรูปอุปกรณ์ดนตรีในกทม.และที่เลวร้ายที่สุดคือมีการสั่งให้นักเรียนถ่ายรูปขณะเล่นเปียโนและอุปกรณ์ดนตรีเพื่อมาเผยแพร่ต่อสื่อเพื่อเป็นการแก้ข่าวด้วย
นายวิลาศ บอกว่า โครงการดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อปี 2551 เป็นการเริ่มต้นทำโครงการเพื่อนำร่อง 10 โรงเรียน จาก 437 โรงเรียน โดยใช้เงินเฉลี่ยโรงเรียนละ 4.7 แสนบาท ซึ่งยังพอรับได้ จากนั้น ในปี 2552 มีการอ้างโครงการเดิมเพื่อของบประมาณอีก 250 ล้านบาท จัดซื้อให้อีก 90 โรงเรียน แบ่งเป็นค่าจัดหาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ส่วนกลาง อุปกรณ์การเรียนดนตรีพร้อมติดตั้ง รวมไปถึงเครื่องดนตรี ประกอบด้วย เปียโน 1 หลัง คีย์บอร์ด 15 ตัว กีตาร์อะคูสติก จำนวน 10 ตัว กีตาร์ไฟฟ้าพร้อมแอมป์ 10 ชุด กีตาร์เบสพร้อมแอมป์ 10 ชุด กลองชุด 2 ชุด และอุปกรณ์สำหรับสอนขับร้อง 1 ชุด และเป็นค่าอบรมครูผู้สอน และจัดกิจกรรมดนตรีในโรงเรียนด้วย และในปี 2555 เพิ่มอีก 150 โรงเรียนอีก 480 ล้านบาท
โดยได้อ้างโครงการดังกล่าวเป็นงบผูกพัน จากนั้น ในปี 2557 ก็มีการจัดงบประมาณซื้ออุปกรณ์ดนตรีให้กับ 187 โรงเรียนที่เหลือ และซื้อให้กับ 10 โรงเรียนนำร่องเดิมด้วย รวมเป็น 197 โรงเรียน เป็นงบประมาณอีก 585 ล้านบาท รวมทั้งหมดของโครงการดังกล่าวเป็นเงินกว่า 1,300 ล้านบาท และยังมีการตั้งงบใหม่เพื่ออบรมครูอีกโรงเรียนละ 2 คนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านดนตรีอีก 114 ล้านบาท
การตั้งงบเพื่ออบรมครู จึงเท่ากับเป็นการยอมรับว่าที่ผ่านมากทม.ไม่มีความพร้อมและไม่มีครูสอนดนตรี แล้วจะซื้ออุปกรณ์ดนตรีล่วงหน้าไปเก็บไว้ทำไม ยิ่งการจัดซื้อครั้งหลังสุดปี 2559 ใน 197 โรงเรียน มีมากถึง 69 โรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 200 คน บางโรงเรียนมี ป.5-ป.6 ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สามารถเล่นเครื่องดนตรีใหญ่ได้ไม่ถึง 10 คนเท่านั้น แต่กลับซื้อเครื่องดนตรีเพิ่มให้อีกเป็น 10 ชิ้น
โดยที่ไม่มีการสำรวจว่า โรงเรียนใดมีความต้องการเครื่องดนตรีแบบใด รวมไปถึงความพร้อมทั้งครูและห้องสอนดนตรีด้วย โดยเฉพาะเปียโน 437 หลัง ที่ใช้จริงไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซ้ำร้ายในสัญญายังต้องจัดงบประมาณในการบำรุงดูแลรักษาอุปกรณ์ดนตรีปีละ 20,000 บาทต่อโรงเรียนทุกปี เป็นการโกงชัดๆ เพราะเครื่องดนตรีส่วนใหญ่ยังไม่ได้ใช้แต่กลับมีอนุมัติเบิกจ่ายให้ซ่อมบำรุงไปแล้ว
จึงถามว่า จะซื้อไปสร้างพิพิธภัณฑ์หรืออย่างไร อีกทั้งการจัดซื้อต้องผ่านความเห็นชอบและเป็นอำนาจของผู้ว่าฯกทม.แต่ปรากฏว่า ผู้ว่าฯกทมได้มอบอำนาจดังกล่าวให้กับผอ.สำนักการศึกษาของ กทม.เซ็นแทนได้ทุกอย่าง จนทำให้มีข้าราชการประจำดีๆของกทม.ลาออกไปถึง 3 คนแล้ว