ข้อความการสนทนากันระหว่างผู้เสียหายกับมิจฉาชีพรายหนึ่ง ผ่านข้อความทางเฟสบุ๊ค ที่ระบุถึงการมอบเงินจำนวน 3 ล้านบาทให้กับผู้เสียหายรายนี้ เพื่อไปซื้อรถยนต์ให้เป็นของขวัญ แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับเจ้าหน้าที่ด่านตรวจในการรับเงินจำนวนนี้ 2.5 หมื่นบาท
ผู้เสียหาย เล่าว่า รู้จักกับชายคนนี้ได้เพียง 17 วัน ซึ่งเป็นคนสัญชาติเกาหลี ที่เข้ามาชอบพอเธอ และจากนั้นไม่นานมิจฉาชีพได้ออกอุบายหลายอย่างที่ทำให้เธอหลงเชื่อว่าจะสร้างอนาคตด้วยกัน จนกระทั่งเธอมั่นใจว่าคนร้ายรายนี้เป็นกลุ่มมิจฉาชีพ ที่ทำกันเป็นขบวนการเข้ามาจีบเธอทางเฟสบุ๊ค เพราะคิดว่าเธอมีฐานะดี
การหลอกลวงของขบวนการมิจฉาชีพเหล่านี้ จะนำรูปที่แสดงตัวตนเป็นชาวต่างชาติ วัยกลางคน หน้าตาดี มีฐานะดี มีอาชีพการงานที่ดี พูดจาดี มาเป็นสิ่งจูงใจให้หญิงไทยตกเป็นเหยื่อได้ง่าย
ซึ่งรูปแบบการหลอกลวงจะมีอยู่ 3 รูปแบบ คือส่งเงินสดหรือของมีค่าทางพัสดุซึ่งมีภาระภาษีต้องจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ แบบที่2 อ้างว่าป่วยหนัก หรือลูกถูกจับเรียกค่าไถ ให้เหยื่อโอนเงินมาให้ แบบที่ 3 ชวนเหยื่อลงทุนทำธุรกิจ โดยให้เหยื่อโอนเงินไปร่วมลงทุน
นอกจากผู้เสียหายรายนี้แล้วตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ยังพบว่า มีผู้เสียหายอีกหลายรายตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก พร้อมฝากเตือนให้ประชาชนที่ชอบการแชตออนไลน์ ให้ระมัดระวังการสนทนากับคนต่างชาติ เพราะอาจจะถูกหลอกให้โอนเงินและบางครั้งถึงกับทำให้สิ้นเนื้อประดาตัว
มิจฉาชีพจะใช้เฟสบุคเป็นช่องทางในการติดต่อเหยื่อและคุยกับเหยื่อเชิงสเน่หาและออกอุบายว่าจะส่งสิ่งของมาจากต่างประเทศแต่เหยื่อจะต้องจ่ายค่าภาษีและค่าธรรมเนียมจึงสามารถรับของได้ จึงเป็นสาเหตุทำให้เหยื่อหลงเชื่อโอนเงินไปให้กับขบวนการของมิจฉาชีพ
จากสถิติของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พบว่าตั้งแต่ปี 2557 มีผู้เสียหายถูกหลอกทางแชตออนไลน์จำนวน 13ราย ปี 2558 มีผู้เสียหายถูกหลอกลวงทางแชตออนไลน์จำนวน 31 ราย จะเห็นว่าหญิงไทยถูกหลอกลวงมากขึ้นเป็นเท่าตัว โดยสามารถจับกุมขบวนการนี้ได้ 5 เครือข่าย ส่วนมูลค่าความเสียหายประมาณ 50 ล้านบาท