พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผบ.ตร. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณี พล.ต.อ.จักรทิพย์ เดินทางไปประสานข้อมูลกับทางการมาเลเซียในคดีระเบิดว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ติดต่อกับทาง พล.ต.อ.จักรทิพย์ แต่อย่างใด โดยให้เวลาให้ท่านทำงานไปก่อน หากมีความคืบหน้าอย่างไรจะนำมาชี้แจงต่อสื่อมวลชนต่อไป
ส่วนกรณีที่เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว นางปณิฐ์สรา (สงวนนามสกุล) อายุ 39 ปีได้ที่หอพักย่านดินแดงนั้น พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า คงมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงตามที่เป็นข่าวว่าเขาให้การรับสารภาพว่าเขาเป็นคนที่เรียกรถแท็กซี่ให้กับผู้ต้องสงสัยก่อเหตุระเบิดทั้ง 2 ราย
อย่างไรก็ตามขณะนี้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนยังไม่ปักใจเชื่อโดยต้องมีการสอบสวนหลายๆครั้งเพื่อความชัดเจนเนื่องจากต้องตรวจสอบคำให้การที่เขากล่าวอ้างกับสถานที่ที่เกิดเหตุว่ามีความเหมาะสมกันหรือไม่ เพราะตำรวจไม่ได้นั่งทำงานอยู่ในห้องแอร์อย่างเดียว ต้องนำตัวผู้ต้องสงสัยไปชี้จุดเกิดเหตุตามที่เขากล่าวอ้างด้วย เพราะถ้าไม่เป็นไปตามที่เขาพูดแสดวงว่าเขาโกหกหรือปิดบังซ่อนเร้นอะไรบางอย่างไว้
ส่วนคำให้การของเขาจะเพียงพอต่อการเอาผิดได้หรือไม่ต้องตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งว่าเขาเกี่ยวข้องอยู่ในขบวนการหรือไม่ หากมีส่วนรู้เห็นเป็นใจก็ถือว่าเป็นตัวการเช่นกัน แต่หากไม่เกี่ยวข้องก็ต้องให้ความเป็นธรรม เช่น คนขับแท็กซี่ซึ่งบางครั้งเขาก็ไม่ทราบว่าไปรับส่งขบวนการก่อเหตุเขาเพียงต้องการเงินเท่านั้น เป็นต้น
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวอีกว่า หากพูดกันตามความจริงการกระทำความผิดหรือสิ่งผิดกฎหมายต่างๆหากไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เพียงใช่เฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังมีเจ้าหน้าที่ของรัฐหน่วยอื่นๆเข้าไปเกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนคนร้ายคงไม่สามารถกระทำได้แต่ตนเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะแก้ไขเฉพาะส่วนที่ตนรับผิดชอบคือหน่วยงานตำรวจ ขณะที่หน่วยงานอื่นก็เชื่อว่าผู้บังคับบัญชาคงแก้ไขปัญหาอยู่เช่นกัน
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวถึงกรณีส่วยตม.นั้น ได้ให้ทางจเรตำรวจตรวจสอบรายงานกลับมาวันที่ 23 กันยายนนี้ จึงจะทราบว่าสิ่งที่ตรวจสอบนั้นจริงหรือไม่ แต่ต้องให้ความเป็นธรรม ไม่ใช่ตำรวจทุกคนเข้าไปเกี่ยวข้อง ตนเชื่อว่าผู้ที่รับผิดชอบในการตรวจสอบเรื่องนี้คงมีวุฒิภาวะเพียงพอ และคงไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนนำเกียรติยศชื่อเสียงที่สะสมมาเข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องแบบนี้ เมื่อผลออกมาแบบใดก็ต้องยอมรับในทางกฎหมาย แต่ในทางความรู้สึกของประชาชนจะเชื่อถือหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวถึงขบวนการค้ามนุษย์ทั้งกลุ่มโรฮีนจาและกลุ่มชาวอุยกูร์ว่า เป็นคนละขบวนการกัน เพราะว่าเส้นทางการเดินทางของชาวต่างชาติที่เคลื่อนย้ายเดินทางแบบผิดปกตินั้นเป็นคนละเส้นทางกัน โดยชาวโรฮีนจานั้นเคลื่อนย้ายผ่านทางฝั่งทะเลอันดามันและภาคตะวันออก ขณะที่ชาวอุยกูร์นั้นเคลื่อนย้ายผ่านทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจรดภาคตะวันออก