ที่กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 10 กันยายน พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผบก.สปพ. พร้อมด้วย พ.ต.อ. สำราญ นวลมา ผกก.สายตรวจ พ.ต.ต. ปียรัช เวสสะโกศล สว.งานสายตรวจ3 และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ร่วมกันแถลงผลการจับกุมนางวิเชียร ชูนาม อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1890/2558 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2557 ในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น โดยสามารถจับกุมตัว เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2558 บริเวณด้านหน้าอาคาร 29 บ้านเอื้ออาทรหทัยราษฎร์ แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กทม.
พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากทางผู้เสียหายผ่านทางแอพพลิเคชั่น ตามโครงการ You will never walk alone ว่าถูกนางวิเชียร โทรศัพท์เข้ามาแอบอ้างเป็นเพื่อนสนิท แล้วออกอุบายให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีของตนเอง เจ้าหน้าที่จึงทำการสืบสวนจนพบว่านางวิเชียร ก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวมาแล้วมากกว่า 50 ครั้ง และยังมีหมายจับติดตัวในข้อหาฉ้อโกงอีกกว่า 10 หมาย โดยเริ่มก่อเหตุตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 จากนั้นถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.คลองตัน จับกุมในคดีลักษณะคล้ายคลึงกัน เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2556 ต้องโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำ 1 ปี เมื่อพ้นโทษออกมาแล้วไม่มีงานทำ จึงเริ่มก่อเหตุแบบเดิมอีกครั้งจนถึงปัจจุบัน รวมมูลค่าความเสียหายจำนวนหลายแสนบาท โดยจะสุ่มเน้นเหยื่อที่อายุมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าทำการจับกุมก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
สอบสวนนางวิเชียรให้การว่า ขั้นตอนการหลอกให้ผู้เสียโอนเงินนั้น ใช้วิธีการสุ่มเบอร์โทรศัพท์ไปเรื่อยๆ โดยจะรอฟังปลายสายเรียกชื่อก่อน แล้วจึงสวมรอยเป็นคนตามชื่อที่ผู้เสียหายเรียก ต่อมาจึงหลอกผู้เสียหายโดยอ้างว่า ไม่สบายอยู่โรงพยาบาลให้ช่วยโอนเงินมาเป็นค่ารักษา หรือไม่ก็อ้างว่าซื้อของไม่พอเดือนร้อน จากนั้นจะให้เลขบัญชีกับผู้เสียหายโดยบอกว่าเป็นบัญชีเพื่อน ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเคยโดยจับจำคุกมาแล้ว 1 ปี ในข้อหาดังกล่าว และหลังจากได้รับการปล่อยตัวก็ก่อเหตุดังกล่าวซ้ำมากกว่า 20 ครั้ง เนื่องจากต้องการใช้เงิน เดือดร้อนไม่มีเงินเลี้ยงลูก จากการกระทำดังกล่าวได้เงินรวมกันกว่า 100,000 บาท ต่ำสุดที่เคยได้ 3,000 บาท อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่าไม่ได้มีการดัดแปลงหรือปลอมเสียงแต่อย่างใดด้านผู้เสียหายนาง มยุรี จันทร์น้อย อายุ 58 ปี อาชีพคุณครูสอนหนังสือโรงเรียนแห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2557 นางวิเชียรได้โทรศัพท์มาหาตน ซึ่งตอนรับสายได้ถามว่าใคร แต่ปลายสายไม่ยอมตอบ จนกระทั่งตนเรียกชื่อ "มิ้น" ปลายสายจึงบอกว่าชื่อ"มิ้น" และบอกว่าเดือดร้อนขณะนี้มาซื้อของที่ จ.เพชรบุรี เงินไม่พอ จึงขอให้โอนเงินมาจำนวน 10,000 บาท แต่คุยไปสักพักเปลี่ยนเป็นจำนวน 20,000 บาท ผ่านไป 10 นาที ปลายสายโทรมาเร่งให้รีบโอนตอนนั้นไม่ติดใจอะไรจึงรีบออกไปโอนเงินให้เนื่องจากมิ้นเป็นหลานญาติและทางครอบครัวของมิ้นเป็นคนดีมีน้ำใจจึงได้โอนเงินไป โดยนางวิเชียรได้ให้เลขบัญชีมาบอกว่าเป็นบัญชีเพื่อน จากนั้นไม่นานตนจึงหามิ้น และถามว่าได้รับเงินที่โอนหรือไม่ มิ้นบอกว่าไม่ได้รับเงินและไม่ได้โทรหาเพื่อให้โอนเงินด้วย จึงได้ทำการแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจรายงานข่าวแจ้งว่า ระหว่างการแถลงข่าวอยู่นั้น นางวิเชียร ได้กราบขอโทษ นางมุยรี ผู้เสียหาย พร้อมบอกว่าไม่ได้ตั้งใจจะหลอกหลวงแต่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน นางมยุรีจึงว่ากล่าวตักเตือนว่า "อย่าทำอย่างนี้อีก สงสารลูก เลิกซะนะ หัดทำอาชีพที่สุจริตบ้าง "