ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมครม.สัญจร ว่า ในการประชุมครม.สัญจรครั้งที่ 2 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ7 รอบพระชนมพรรษา ครั้งนี้โดยจะมีการดำเนินการตามแต่ละภาคไปเรื่อยๆเพื่อติดตามดูการพัฒนาการความเป็นอยู่ของประชาชน โดยตั้งแต่ได้เข้ามาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ว่าจะต้องมีการพัฒนาในส่วนใดโดยรวมของประเทศไทยที่จะต้องพัฒนาในเรื่องของความเป็นอยู่ของประชาชนที่เป็นปัญหาที่สำคัญของประเทศ
โดยเฉพาะเรื่องรายได้ที่มีความเลื่อมล้ำแตกต่างกันเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทยที่จะต้องทำอย่างไรที่จะสามารถยกระดับคนจนให้มีความเท่าเทียมเสมอภาคได้ แต่ในความเป็นจริงเป็นเรื่องที่สามารถเป็นไปได้ยาก นอกเสียจากรัฐบาลจะเป็นผู้สนับสนุนผลักดันให้เกิดความเท่าเทียมให้ได้มากที่สุด โดยรัฐบาลได้คำนึงให้ประชาชนทุกระดับต้องมีส่วนร่วมในการใช้การจัดสรรใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและทั่วถึงเป็นสิิ่งที่รัฐบาลชุดนี้คำนึงอยู่เสมอ
สำหรับวาระการประชุมในครั้งนี้ โดยส่วนใหญ่จะเป็นการแก้ไขปัญหาที่จำเป็นจะต้องลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมเยือนประชาชนรับทราบปัญหา โดยสิ่งที่รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายเป็น 5 กลุ่มงานด้านเศรษฐกิจ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านสังคมและโครงการสำคัญตามนโยบายของรัฐบาล โดยในวันนี้ได้เน้นย้ำถึงเรื่องการบริหารการจัดการน้ำทั้งระบบที่จะต้องเข้าไปตรวจสอบต้นน้ำ แหล่งกำเนิดน้ำมาจากที่ใดและน้ำที่ไหลลงเขื่อน โดยปัญหาที่แหล่งต้นน้ำแห้งนั้นก็มาจากปัญหาพื้นที่ป่าที่มีน้อยลง โดยเบื้องต้นได้ปรับแก้งบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำโดยการขุดบ่อน้ำบาดาลจากเดิมที่มีแผนไว้ 500 บ่อ เพิ่มเป็น 1,000 บ่อ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่การทำการเกษตร อีกทั้งได้มีการสั่งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบให้มีการจัดสรรพื้นที่ทางการเกษตรให้มีความเหมาะสมกับปริมาณน้ำที่มีอยู่
เผยปีนี้นำร่องก่อสร้างเส้นทางรถไฟไทย-จีนขณะที่โครงการสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าความเร็วสูงส่วนไหนที่จะสามารถกระทำได้ก็จะเริ่มทำโดยทันที หากไม่สามารถทำได้ก็ต้องให้รัฐบาลชุดต่อไปเป็นผู้ดำเนินการต่อเนื่องจากโครงการใหญ่ๆแต่ละโครงการต้องใช้เงินงบประมาณที่สูงในการดำเนินการ ซึ่งเป็นเรื่องของอนาคตและต้องมีการศึกษาวิจัยอย่างละเอียด โดยภายในปีนี้จะได้มีการดำเนินการก่อสร้างเส้นทางรถไฟไทย-จีนก่อนและได้มีการดำเนินการพูดคุยกับประเทศญี่ปุ่นเรียบร้อยในเรื่องของเส้นทางรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ที่เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศและในส่วนของเส้นทางรถไฟทางคู่ก็จะมีการดำเนินการเรื่อยๆโดยใช้งบประมาณของรัฐบาลดำเนินการโดยทั้งหมดก็ได้มีการเตรียมการวางแผนไว้ในปีงบประมาณ 2560 ซึ่งได้มีการเตรียมการตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการไว้
ในด้านการบริหารจัดการเรื่องป่าเรื่องที่ทำกินจะทำทุกพื้นที่ ในวันนี้จะเริ่มที่ภาคเหนือก่อน เนื่องจากในภาคเหนือทั้งหมดยังมีอีกหลายพื้นที่ที่จะมีการพิจารณา เพื่อจัดสรรให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ ลดความเดือดร้อน ขณะที่พื้นที่ป่าต้นน้ำต้องจัดการให้ย้ายออกก่อนพิจารณาเป็นรายไป เนื่องจากทำให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพน้ำ ส่วนเรื่องของกรรมสิทธิ์ค่อยพิจารณาในโอกาสต่อไป
ทั้งนี้ พื้นที่ทางภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่ มีเอกลักษณ์ บ้านเมืองสวยงาม มีอากาศที่ดี การท่องเที่ยวดีขึ้นมาก สิ่งเดียวที่ทำให้มีรายได้เข้าประเทศโดยที่ลงทุนน้อยที่สุดนั่นคือการท่องเที่ยว ซึ่งส่วนหนึ่งที่สามารถดึงรายได้จากการท่องเที่ยวกลับมาได้เนื่องจากบ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย ซึ่งประเทศไทยเองก็มีศักยภาพ สามารถเป็นฮับรองรับในหลายด้าน ซึ่งต้องเชื่อมโยงให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการท่องเที่ยว และต้องใส่ใจที่จะสร้างการท่องเที่ยวที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม รวมทั้งคืนประโยชน์สร้างรายได้แก่ชุมชนในพื้นที่ด้วย
จากที่เห็นภาคเหนือตอนบนอย่างเชียงใหม่ที่มีความพร้อมมากกว่าพื้นที่ภาคอื่นๆจะต้องมีการแบ่งปันให้กับพี่น้องภาคอื่นด้วยโดยทางจังหวัดเชียงใหม่ยังชุ่มฉ่ำดี แต่ภาคเหนือตอนกลางและเหนือตอนล่าง กำลังแล้งหนัก ซึ่งจะเร่งแก้ปัญหาที่ละจุด และฝากประชาชนทุกจังหวัดให้ช่วยกันประหยัดและเห็นใจเกษตรกรที่ไม่มีน้ำในการเกษตร ปลูกพืชผักเศรษฐกิจ อันจะเพิ่มรายได้ สร้างขีดการแข่งขันระหว่างประเทศพล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับโครงการ 46 โครงการนั้น เบื้องต้นได้รับเรื่องไว้ เพื่อจะนำไปพิจารณาโดยมอบหมายให้แต่ละกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาความเหมาะสมจำเป็นและความเป็นไปได้ แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับว่ามีปัจจัยสำคัญประกอบการตัดสินใจอยู่ที่เรื่องงบประมาณของรัฐบาลที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยโครงการสำคัญที่จังหวัดเชียงใหม่มีการนำเสนอ ได้แก่ โครงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนเมืองเชียงใหม่ มูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท ซึ่งจะมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมมีการนำไปพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป
ชี้จับ14นศ.เป็นไปตามกฎหมายในเรื่องกรณีจับกุมนักศึกษา 14 คนที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น ทุกอย่างดำเนินการไปตามกฎหมาย และต้องเข้าใจว่า สถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ แต่กำลังอยู่ในระหว่างช่วงของการจัดระเบียบบ้านเมืองให้สงบสุขและนำไปสู่ภาวะปกติ โดยทุกวันนี้ มีการใช้อำนาจอย่างอย่างสร้างสรรค์ เพื่อแก้ไขปัญหาสังคมใครทำผิดก็ว่ากันไปตามผิด โดยเปรียบเทียบว่าที่ผ่านมา กลุ่มนักศึกษาที่เห็นด้วยให้กำลังใจในการทำงานของรัฐบาลไม่ขัดขวางหรือต่อต้านมีจำนวนมากกว่า ซึ่งแน่นอนบุคคลเหล่านั้นเข้าใจถึงปัญหาบ้านเมืองที่อยู่ในระหว่างการแก้ไขปัญหา เมื่อสามารถคลี่คลายปัญหาได้จะมีการคืนอำนาจสู่ระบบอประชาธิปไตยอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม การบริหารการจัดการทั้งหมดของประเทศผมก็จะได้ทำสิ้นสุด ที่ปีงบประมาณ 2559 โครงการทุกโครงการสามารถที่จะเกิดขึ้นได้แต่จะต้องใช้งบประมาณซึ่งในตอนนี้งบประมาณมีไม่เพียงพอต้องใจเย็นๆและในเรื่องต่อไปในปีงบประมาณ2560 ก็เป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่ที่จะต้องขึ้นอยู่กับประชาชนที่เลือกเข้ามา โดยการทำหน้าที่ของรัฐบาลใหม่จะดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับประชาชนที่ได้เลือกมาขอให้เลือกคนที่ดีเข้ามาบริหารประเทศก็แล้วกัน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว