นายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย สมเกียรติ ชูพรรคเจริญ บอกว่า ขณะนี้มีบริษัทผลิตรถยนต์ 3 รายได้ทยอยลดจำนวนแรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ประมาณ 600 คน โดยเฉพาะพนักงานจากบริษัทจัดหางานที่มีระยะเวลาสัญญาเหลือ เมื่อหมดสัญญาแล้วจะไม่ได้รับการต่อสัญญา เพราะบริษัทได้รับผลกระทบจากยอดการผลิตรถยนต์ที่อยู่ในระดับทรงตัวอย่างต่อเนื่องมา 2 ปีแล้ว รวมทั้งการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ๆ จะใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงานคนมากขึ้น จึงต้องปรับลดจำนวนพนักงาน
สำหรับยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยปีนี้คาดว่าจะมีจำนวน 2 ล้านคัน อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อนและเป็นไปตามความต้องการในตลาดรถยนต์ และสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจโลก ขณะที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ประมาณ 20 ราย ได้ปรับตัวเพื่อรับมือสถานการณ์ดังกล่าว โดยการขยายอุตสาหกรรมการผลิตทั้งอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และอุตสาหกรรมอากาศยาน
คาดว่าอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในปีนี้จะขยายตัวเพียง 3% เพราะผู้ประกอบการได้ปรับสายการผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มคุณภาพการผลิต โดยมุ่งพัฒนาแรงงานให้มีศักยภาพการผลิตสูงขึ้น ด้านรองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ บอกว่า ยังไม่ได้รับรายงานว่าบางบริษัทปรับลดจำนวนพนักงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยส.อ.ท. ยังคงเป้าหมายการผลิตรถยนต์ในปีนี้ไว้ที่ 2.15 ล้านคัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 1.2 ล้านคัน ส่วนที่เหลือเป็นการผลิตเพื่อ จำหน่ายในประเทศและรถยนต์นำเข้า 9.5 แสนคัน
ยอมรับว่ากลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์พยายามตั้งเป้าหมายยอดการผลิตรถยนต์ทั้งปีไว้ที่ 2.15 คัน แม้ว่ายอดขายในประเทศจะปรับตัวลดลงก็ตาม แต่ได้ยอดส่งออกเข้ามาทดแทน โดยเฉพาะในเดือนมีนาคมที่ผ่านมามียอดการส่งออกรถยนต์ถึง 1.27 แสนคัน ถือเป็นการส่งออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่เริ่มส่งออกรถยนต์ในปี 2531
ในอนาคตจะปรับลดเป้าหมายยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศหรือไม่นั้น ต้องรอพิจารณาตัวเลขที่ชัดเจนอีกครั้งภายในช่วง 2 เดือนนี้ โดยภาคเอกชนยังเชื่อมั่นว่าเงินลงทุนจากภาครัฐที่ลงทุนไปก่อนหน้านี้ น่าจะเห็นผลชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง
ส่วนการที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้เห็นเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจนว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย ที่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้วจะเดินหน้าไปในทิศทางใด และแต่ละหน่วยงานจะได้กำหนดหน้าที่บทบาทหน้าที่ให้ชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการเรื่องใดอย่างไรบ้าง ในส่วนของภาคเอกชนมีความพร้อมในการดำเนินการอยู่แล้ว และคาดว่าจะเห็น การจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ได้ในอีก 3 - 4 ปีข้างหน้า