ระนอง-หยุดหาปลาช่วงสงกรานต์ทำสัตว์น้ำขาดแคลนต้องนำเข้าจากพม่า

ประมงระนองหยุดจับปลาช่วงสงกรานต์ทำสัตว์น้ำขาดแคลน ต้องนำเข้าจากพม่าแก้ปัญหา
ข่าว
เมื่อวันที่ 16 เมย.นายทวี บุญยิ่ง นายกสมาคมประมงจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า จากการที่มีช่วงวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ทำให้แรงงานต่างด้าวชาวพม่าที่ทำงานในเรือประมงและแพปลา ได้ขอลาหยุดเพื่อกลับไปเยี่ยมบ้านในฝั่งประเทศพม่าทำให้เรือประมงกว่า 80% ต้องหยุดจับปลา ส่งผลให้ปริมาณสัตว์น้ำมีจำนวนน้อยมากในขณะนี้ไม่เพียงพอกับความต้องการในการบริโภคต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในช่วงปลายเดือน เม.ย.นี้
นายทวีกล่าวต่อว่า นอกจากผลกระทบจากช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดยาวแล้วที่ผ่านมาทางการเมียนมาร์ได้ประกาศปิดน่านน้ำและยกเลิกตั๋วสัมปทานเรือประมงไทยที่เข้าไปจับปลาในน่านน้ำเมียนมาร์ทั้งหมดตั้งแต่เดือน พ.ย. 2557 ที่ผ่านมา และยังไม่มีกำหนดที่จะเปิดหรือมีความเคลื่อนไหวใดๆ จากทางการเมียนมาร์ในเรื่องประมงทำให้เรือประมงไทยที่เข้าไปทำประมงในน่านน้ำประเทศเมียนมาร์ต้องทยอยนำกองเรือประมงกลับสู่น่านน้ำไทย กลับมาทำประมงในเขตน่านน้ำทะเลอันดามันและอ่าวไทย ยังไม่สามารถที่จะขยับขยายไปทำการประมงในเขตน่านน้ำประเทศอื่นๆได้ ทำให้มีผลกระทบต่อเรือประมงที่กลับเข้ามายังน่านน้ำไทยหลายรายเริ่มทยอยนำเรือเข้าจอดหยุดทำประมงชั่วคราวเนื่องจากปริมาณสัตว์น้ำในน่านน้ำไทยมีปริมาณน้อยไม่คุ้มกับการลงทุน
ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อมาคือปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้และนำกลับเข้าสู่ฝั่งในประเทศไทยลดลงกว่า 80% ทำให้ผู้ประกอบการประมง อุตสาหกรรมต่อเนื่องใช้วิธีการแก้ปัญหาคือจัดทำเรือทัวร์ หรือเรือขนถ่ายเดินทางเข้าไปรับซื้อปลาในฝั่งประเทศเมียนมาร์ที่ทางการเมียนมาร์ยังเปิดกว้างให้ซื้อขายได้ ขนกลับมาในประเทศไทย ซึ่งทำให้ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการนำเรือไปขนถ่ายและยุ่งยากเพิ่มขึ้นแต่วิธีการนี้เป็นทางออกที่ดีที่สุดที่ทำได้ในขณะนี้
ส่วนราคาสัตว์น้ำไม่ได้ขยับเพิ่มขึ้นจากเดิมมากนัก เนื่องจากราคาซื้อขายปลาในฝั่งประเทศเมียนมาร์ไม่ได้สูงมาก เหตุเพราะต้นทุนเรื่องแรงงานต่ำอีกทั้งเรือประมงเมียนมาร์ไม่ต้องจ่ายค่าตั๋วสัมปทาน แต่ที่ผู้ประกอบประมงเป็นห่วงคือหากไทยเกิดมีปัญหากับเมียนมาร์และส่งผลกระทบต่อการเปิดซื้อขายสัตว์น้ำอาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องจากประมงได้ ส่วนอีกประการคือภาคธุรกิจประมง หากไม่มีน่านน้ำให้ทำประมงก็จะส่งผลกระทบให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องนำเรือเข้ามาจอด
สำหรับเหตุผลสำคัญที่ทางการพม่าปิดน่านน้ำเป็นเพราะการเปิดอาเซียนทำให้มีการยกเลิกการจัดเก็บภาษีทำให้เมียนมาร์ต้องการสงวนอาชีพประมงไว้ให้กับคนเมียนมาร์จึงได้ประกาศปิดน่านน้ำ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องเข้าไปเจรจาหาทางออกในเรื่องดังกล่าวว่ามีช่องทางใดบ้างที่ผู้ประกอบการประมงจากไทยจะสามารถเข้าไปทำประมงในน่านน้ำเมียนมาร์ได้ สำหรับเขตน่านน้ำการทำประมงที่สำคัญของไทยปัจจุบันมี 3 แหล่งสำคัญที่มีปริมาณสัตว์น้ำมาก คือน่านน้ำเมียนมาร์,น่านน้ำอินโดนีเซีย และน่านน้ำประเทศมาเลเซีย
ซึ่งปัจจุบันแต่ละน่านน้ำต่างมีปัญหาคนละอย่างทำให้เรือประมงไทยไม่สามารถเข้าไปจับปลาได้ โดยมีน่านน้ำมาเลเซียที่ยังสามารถเข้าไปได้แต่มาเลเซียอนุญาตให้เรือประมงจากไทยเข้าไปจับปลาไม่มาก อีกทั้งปริมาณสัตว์น้ำสู้น่านน้ำเมียนมาร์ และอินโดนีเซียไม่ได้
นายทวีกล่าวต่อว่า ภาคอุตสาหกรรมประมงเป็นภาคอุตสาหกรรมเดียวที่รัฐบาลหลายยุคหลายสมัยให้ความสนใจ ช่วยเหลือน้อยมากไม่เหมือนกับภาคการเกษตร จึงทำให้ภาคประมงต้องช่วยตัวเองมาโดยตลอดทั้งที่ความเป็นจริงภาคอุตสาหกรรมประมงเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ ซึ่งหากรัฐบาลยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนเข้ามาช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นคาดว่าอีกไม่นานปัญหาจะขยายวงกว้างอย่างแน่นอน โดยสิ่งที่รัฐบาลต้องทำในขณะนี้คือเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อหาช่องทางให้เรือประมงจากไทยสามารถเข้าไปทำประมงได้
ส่วนกรณีปัญหาการค้ามนุษย์ หรือปัญหาการลักลอบใช้แรงงานผิดกฏหมายในเรือประมงนั้นที่ผ่านมาทางภาคประมงได้มีการเสนอทางออกให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแล้วหลายครั้งนั่นคือต้องมีการจัดการเรื่องการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวใหม่จากเดิมที่ให้หน่วยงานคือจัดหางานและแรงงานดูแล เปลี่ยนมาให้กรมเจ้าท่าเป็นผู้ควบคุมดูแลเฉพาะในส่วนของแรงงานต่างด้าวบนเรือประมงที่จะสามารถควบคุมและบริหารจัดการได้ดีกว่านำไปจัดการรวมกับแรงงานอื่นๆ แล้วให้แรงงานดูแลซึ่งทำให้มีช่องว่างในการลักลอบใช้แรงผิดฏหมายได้ ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ได้อย่างเด็ดขาด