สปช.ซัดมติมหาเถรฯโมฆะ-ไม่ชอบ บี้ ปปง.อายัดเงิน "วัดธรรมกาย"
23 ก.พ. 2558 | nation_ent

ข่าว
23 ก.พ. 2558 | nation_ent

คกก.ปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา สปช. เผย มติมหาเถรสมาคม โมฆะ-ไม่ชอบด้วยกฎหมาย-ขัดพระธรรมวินัย ย้ำ"ธัมมชโย"ต้องปาราชิกแล้ว บี้ ปปง. อายัดเงิน
พบพิรุธ ดีเอสไอ สั่งไม่ฟ้อง ธัมมชโย เผยชี้แจงสัปดาห์หน้า ห่วง วัด กลายเป็น แหล่งฟอกเงิน เหตุ กม.เปิดช่อง เตรียมเสนอ พ.ร.บ.จัดการทรัพย์สินวัดและพระ เตรียม เข้าพบ รมว.ยธ. เดือนหน้า หลังสรุปแนวทางปฏิรูป
นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แถลงภายหลังการประชุม เพื่อพิจารณากรณีที่นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตผู้จัดการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงเงินประชาชนกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท บริจาคเงินให้กับพระธัมมชโยและวัดธรรมกาย เป็นเงินกว่า 829 ล้านบาทว่า วันนี้ได้เชิญตัวแทนจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มาชี้แจงเรื่องเส้นทางการเงิน พบว่า มีการสั่งจ่ายเช็ค 8 ฉบับให้กับพระธัมมชโย เป็นเงิน 348,780,000 บาท และยังสั่งจ่ายให้วัดพระธรรมกาย 419 ล้าน ให้พระปลัดวิจารณ์อีก 119 ล้านบาท
นายไพบูลย์ กล่าวถึงเส้นทางการเงินของพระธัมมชโยว่า มีการสั่งจ่ายเข้าบัญชีเดียวคือมูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ ส่วนเช็คของวัดธรรมกายมีการอ้างว่าจ่ายเป็นค่าก่อสร้าง และในส่วนของพระปลัดวิจารณ์ทั้ง 119 ล้านมีการถอนเป็นเงินสดออกไปหมด ซึ่งตัวแทนปปง.แจ้งว่าบังคับคดีในส่วนที่ไปก่อสร้างไม่ใช่เพราะเป็นที่ธรณีสงฆ์ ส่วนของพระธัมมชโยจะใช้วิธีฟ้องทางแพ่ง เพราะยังเหลือเงินสดอีก 300 กว่าล้านบาท ทั้งนี้คณะกรรมการฯเห็นว่า ปปง.ต้องอายัดเงินทั้งหมด เพื่อคืนให้กับประชาชนพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นการบรรเทาความเสียหายที่ถูกฉ้อโกง
นายไพบูลย์ กล่าวว่า คณะกรรมการฯแนะนำให้ ปปง. ไปตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับพื้นที่วัดพระธรรมกาย เพราะการอ้างว่านำเงินไปก่อสร้างวัดธรรมกาย มีพื้นที่เพียง 116 ไร่ ส่วนที่เหลืออีก 1,000 กว่าไร่ ถือในนามมูลนิธิธรรมกายและมูลนิธิอื่น จึงไม่ถือเป็นที่ธรณีสงฆ์สามารถยึดได้ และเมื่อมีการกระทำความผิดต้องมีการขยายผลติดตามทุกบัญชีที่เกี่ยวข้องด้วย นอกจากนี้ใน ส่วนของพระปลัดวิจารณ์ นั้นทางคณะกรรมการฯเห็นว่า ปปง. ควรต้องดำเนินคดีเกี่ยวกับการเงินส่วนดีเอสไอ ต้องดำเนินคดีอาญา
นายไพบูลย์ กล่าวว่า คณะกรรมการฯได้นัดประชุมสัปดาห์หน้า ในวันอังคารที่ 3 มี.ค. โดยจะเชิญตัวแทนจาก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) , กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และมหาเถรสมาคมเข้าร่วมประชุมด้วย และจะนำแนวทางออกแบบโครงสร้างปฏิรูปพระพุทธศาสนา ซึ่งมีการเสนอ 4 รูปแบบเพื่อหาข้อสรุป นอกจากนี้จะพิจารณาถึงหนังสือร้องเรียนของพระพุทธอิสระ ที่ขอให้ตรวจสอบทรัพย์สินของมหาเถรสมาคมด้วย แต่กรรมการไม่มีอำนาจในเรื่องนี้คงจะเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ในการเชิญดีเอสไอมาให้ข้อมูลนั้น เนื่องจากทราบว่ามีการสั่งไม่ฟ้องพระธัมมชโยทั้ง ๆ ที่ชัดเจนว่ามีเจตนาไม่บริสุทธิ์ ไม่มีการคืนเงินทั้งที่มีการดำเนินคดีกับนายศุภชัยฐานฉ้อโกงตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว จึงเห็นว่าการสั่งไม่ฟ้องน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะต้องตรวจสอบต่อไป อีกทั้งจะต้องมีการตรวจสอบวัดธรรมกายในส่วนที่มีที่ดิน 169 ไร่ และส่วนที่เหลืออีกพันกว่าไร่ ถ้าถือในนามมูลนิธิอื่นเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะหากอยู่ในชื่อมูลนิธิอื่นแต่เป็นเงินที่บริจาคให้วัดธรรมกายก็เป็นเรื่องการจัดการทรัพย์สินที่ไม่ถูกต้อง เพราะจะไม่ใช่สาธารณสมบัติตามเจตนารมณ์ที่ประชาชนบริจาคให้ ดังนั้นทุกอย่างต้องโอนมาเป็นของวัดธรรมกาย
ส่วนกรณีมติมหาเถรสมาคมที่ยืนยันว่าพระธัมมชโยไม่ปาราชิก และมีการปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชทั้ง 3 ฉบับนั้น นายไพบูลย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่กรรมการไม่เห็นด้วยเพราะมติดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขัดพระธรรมวินัยเป็นการยกเลิกพระลิขิต ซึ่งถือเป็นพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชที่ใช้อำนาจตามมาตรา 8 ของ พ.ร.บ.สงฆ์ โดยมีเนื้อหาระบุชัดเจนว่า พระธัมมชโยปาราชิกไปแล้วโดยอัตโนมัติหลังจากไม่คืนทรัพย์สินให้วัด ในวันที่ 5 เม.ย.42 จึงต้องจัดการโดยเด็ดขาดเช่นเดียวกับคนที่ปลอมเป็นพระ
นายไพบูลย์ กล่าวว่า นอกจากนี้มีมติมหาเถรสมาคมครั้งที่ 193/2542 รับรองพระลิขิตและให้สนองพระดำริของสมเด็จพระสังฆราชด้วย ดังนั้นจึงถือว่ามติมหาเถรสมาคมในปี 2549 และวันที่ 22 ก.พ.58 เป็นการบิดเบือนพระลิขิตทั้ง 3 ฉบับ และไม่เป็นไปตามมติมหาเถรสมาคมฉบับที่ 193/2542 โดยหวังว่าจะมีการดำเนินการให้เป็นผลในทางปฏิบัติ แต่ถ้าไม่มีการจัดการในเรื่องนี้ก็เชื่อว่า สังคมคงจะยอมรับไม่ได้ โดยพุทธศาสนิกชนต้องช่วยกันกดดัน ให้มีการปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช ในส่วนของมหาเถรสมาคมนั้น นายไพบูลย์ กล่าวว่า ทางคณะกรรมการฯจะไม่ตรวจสอบแล้ว เนื่องจากมีภาระหน้าที่เกี่ยวกับเงินของพระ และการจัดการทรัพย์สินของวัด ทั้งนี้ไม่กังวลว่าการตรวจสอบเรื่องนี้จะทำให้เกิดความขัดแย้ง เพราะการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาย่อมมีผู้เสียผลประโยชน์ แต่หลังจากดำเนินการแล้วเราจะเปลี่ยนความเสื่อมให้กลายเป็นความรุ่งเรืองทางศาสนาได้ ส่วนที่มีการยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้ยุบคณะกรรมการฯชุดนี้ก็ถือเป็นสิทธิ์แต่คงไม่สามารถยุบได้
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ขณะนี้มีประชาชนร้องเรียนไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ตรวจสอบกรณีพระธัมมชโย โยงไปถึงการที่อัยการสูงสุดสั่งยุติคดีในปี 2549 เพราะเป็นต้นตอของปัญหาทำให้เป็นข้ออ้างว่าไม่มีคดีแล้วจึงไม่ปาราชิก โดยผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนแล้ว ทั้งนี้หลังจากรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิรูป กิจการพระพุทธศาสนาทั้งหมด คาดว่าภายในเดือนมี.ค.นี้จะเข้าพบพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เพื่อมอบข้อมูลและแลกเปลี่ยนความเห็นในการเดินหน้าปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาด้วย
ที่ประชุมมีข้อเป็นห่วงว่าวัดได้กลายเป็นแหล่งฟอกเงินไปแล้ว เพราะมีช่องว่างทางกฎหมาย ไม่ต้องเสียภาษี ไม่ถูกตรวจสอบ ยึดไม่ได้ จึงต้องออกหลักเกณฑ์ให้ทรัพย์สินของวัด มีกลไกตรวจสอบเปิดเผย บันทึกอย่างถูกต้อง ตรวจสอบได้ และพุทธศาสนาบัญญัติว่าพระภิกษุห้ามรับเงิน จึงจะเสนอพระราชบัญญัติจัดการทรัพย์สินของวัดและพระ ว่าจะถือครองทรัพย์สินอย่างไร ต้องเสียภาษีหรือไม่ เพราะถ้าเป็นเงินตราประเพณี คือ 3,000 บาทไม่ต้องเสียภาษี สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องผลักดันให้เกิดการปฏิรูป นายไพบูลย์ กล่าว