คืบหน้ากรณีการเสียชีวิตของนักปั่นจักรยานชาวชิลี นายฮวน ฟรานซิสโก กิลเยโม่ ล่าสุดวันที่ 22 ก.พ. 58 ร.ต.อ.พรชัย แสงศิลา รอง สว.สทล.2 กก.4 บก ทล กล่าวว่า ก่อนจะเสียชีวิตนายฮวน ฟรานซิสโก พร้อมด้วยครอบครัว คือนางโปเรนป์ ภรรยาชาวสิงคโปร์ และด.ช.ลูคัส อายุ 2 ปี ลูกชาย ได้พักค้างคืนที่ป้อมตำรวจทางหลวงเมืองพล โดยทางตำรวจได้อำนวยความสะดวกคอยดูแลทั้ง 3 คน จนรุ่งเช้านายฮวนได้ขี่จักรยานออกไป ประมาณ 3 ชั่วโมง ตำรวจทางหลวงได้รับแจ้งว่านายฮวนถูกรถกระบะชนเสียชีวิตเมื่อทราบว่าภรรยาและลูกนายฮวนได้รับบาดเจ็บ ทางตำรวจทางหลวงขอนแก่นจึงได้เดินทางไปเยี่ยม พร้อมทั้งสอบถามเรื่องการจัดการงานศพ นางโปเรนป์แจ้งกับตำรวจทางหลวงขอนแก่นว่าต้องการนำศพสามีไปเผาที่วัดธรรมอุทยาน จ.ขอนแก่น เนื่องจากก่อนที่จะเดินทางมาถึงป้อมตำรวจทางหลวงเมืองพล ได้แวะพักและปฏิบัติธรรมที่วัดธรรมอุทยาน เป็นเวลา 5 วัน จึงทำให้นึกถึง่วัดแห่งนี้เป็นที่แรก
หลังจากรู้ความประสงค์จึงได้เดินทางไปประสานติดต่อทางวัดเรียบร้อยแล้ว โดยวันพรุ่งนี้ เวลาประมาณ 13.00 น. ภริยาผู้เสียชีวิตจะนำศพนายฮวนออกเดินทางมาที่วัดธรรมอุทยาน โดยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นครราชสีมา และ ขอนแก่น พร้อมด้วยตำรวจท่องเที่ยว และตำรวจทางหลวง คอยอำนวยความสะดวกช่วยเหลือ คาดว่าถึงบริเวณวัดประมาณ 15.00 น.ส่วนรายละเอียดการจัดงานจะต้องรอพูดคุยกับนางโปเรนป์อีกครั้ง ว่าต้องการให้ดำเนินการอย่างไรบ้าง
ด้านนายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน มูลนิธินโยบายถนนปลอดภัย กล่าวว่า อุบัติเหตุกับนักปั่นชาวชิลี ทำให้ประเทศไทยกำลังทำสถิติโลกด้านถนนที่ไม่ปลอดภัยเขย่าการท่องเที่ยวหนักกว่าการก่อการร้าย ขนาดรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเคยเตือนนักท่องเที่ยวอเมริกันที่จะเดินทางมาประเทศไทยบนหน้าเว็บไซต์ กระทั่งองค์การด้านความปลอดภัยระบุชัดว่าการเดินทางบนถนนของประเทศไทยเป็นหนึ่งในเส้นทางที่อันตรายสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งข่าวที่เกิดขึ้นกลายเป็นเรื่องตอกย้ำในทันทีหลังจากเมื่อ 13 ก.พ. 56 นักปั่นจักรยานสามีภรรยาชาวอังกฤษ มาเสียชีวิตในประเทศไทยเช่นกันหลังปั่นจักรยานท่องเที่ยวมาแล้วทั่วโลก
ถนนและพฤติกรรมของคนขับรถในเมืองไทยยังขาดความปลอดภัย ขาดความคำนึงถึงผู้ใช้ทางร่วมอย่างรถจักรยาน รถยนต์มักใช้ไหล่ทาง หรือช่องทางจักรยาน เปิดเลนขับแซงขึ้นมาในยามรถติดหรือแซงรถที่นำหน้าตนแต่ขับช้า หรือแม้จะมีกำหนดเส้นทางจักรยานแต่รถยนต์ส่วนใหญ่ในเขตเมืองหรือนอกเขตเมืองต่างขับเร็ว สำหรับนักปั่นจักรยานแล้ว ความเร็วของรถยนต์ที่เข้าชนเพียง 60 กม.ต่อ ชั่วโมง มีโอกาสเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 85 ทั้งนี้ยังไม่นับการขับขี่ย้อนศรมาบนไหล่ทาง พบกับรถจอด ร้านค้าริมทางเดิน หรือเส้นทางชำรุดนายแพทย์ธนะพงศ์ กล่าว
นายแพทย์ธนะพงศ์ กล่าวว่า สำหรับนักปั่นจักรยานแบบทัวร์ริ่ง ระมัดระวังตัวเองเป็นอย่างดี เช่น ติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยอย่างไฟสัญญาณ สวมหมวกนิรภัย เน้นเดินทางช่วงกลางวัน และขับขี่บนไหล่ทาง แต่ก็มาจบชีวิตที่เมืองไทย ทำให้ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยบนท้องถนนของไทยสวนทางกับรัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยว ที่ทั้งสนับสนุนให้คนไทยหันมาใช้จักรยานกับการตลาดท่องเที่ยววิถีไทยภาครัฐควรกำหนดแผนหรือนโยบายทั้งระยะสั้น-กลาง-ยาว เช่น ในระยะสั้น การทำเส้นทางจักรยาน หรือ เลนจักรยาน กระทรวงคมนาคมและท้องถิ่นที่ดูแลถนนควรมีการตรวจสอบด้านความปลอดภัย โดยผู้เชี่ยวชาญทั้งถนนนอกเมืองและในเมือง ทำประชาพิจารณ์ในกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง เช่น ร้านค้าริมถนน หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการทำเลนจักรยาน
ขณะที่กรมการขนส่งทางบก ต้องบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับการระมัดระวังและคำนึงความปลอดภัยของผู้ใช้จักรยาน ลงไปเรียนรู้และข้อสอบใบขับขี่ เช่น การเว้น ให้ระยะห่างที่ปลอดภัย ถนนในเขตเมืองหากไม่มีเลนจักรยาน ต้องมีการติดตั้งป้ายจำกัดความเร็ว และมีการบังคับใช้เรื่องความเร็วให้ขับช้าลง ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้รถมีทัศนคติต่อผู้ใช้จักรยาน เว้นช่องว่างให้พื้นที่ปลอดภัยสำหรับจักรยานประมาณ 1-1.5 เมตรสำนักงานตำรวจแห่งชาติควรแก้ไขกฎกระทรวง (พรบ.จราจรทางบก) เพื่อลดความเร็วเขตเมือง 50 กม.ต่อชั่วโมง ตามแนวทางสากล กระทรวงคมนาคมควรเป็นแกนหลักในการศึกษาแนวทางความปลอดภัยทั้งด้านพฤตกรรมการขับขี่ทั้งผู้ขี่จักรยานและผู้ใช้รถยนต์ จัดลำดับชั้นถนนให้เป็นจริง ส่งเสริมให้มีการเรียนรู้การขี่จักรยานที่ปลอดภัย ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น กระทรวงศึกษานำมาประกอบในการเรียนการสอนหรือในกิจกรรมเสริม ท้ายที่สุด คือ ส่งเสริมพื้นที่ต้นแบบ มีการติดตาม ประเมินผล
กระทรวงการท่องเที่ยวควรเร่งประชาสัมพันธ์ และหามาตรการเตือนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะมาใช้ถนนเมืองไทยเพื่อขับขี่ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์และรถจักรยาน ว่าควรระมัดระวังเรื่องใดบ้าง นพ.ธนะพงศ์ กล่าว