ศาลสั่ง กทม.จ่ายกว่า 12 ล้าน ญาติผู้ตายโป๊ะล่มปี 38
19 ก.พ. 2558 | wanchat

ศาลฎีกาพิพากษาสั่งกทม.จ่าย 12.6 ล้านบาท 12 ญาติผู้ตายโป๊ะล่ม ปี 38 ชี้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ปล่อยโป๊ะน้ำหนักเกินจนล่ม
ข่าว
19 ก.พ. 2558 | wanchat

ศาลฎีกาพิพากษาสั่งกทม.จ่าย 12.6 ล้านบาท 12 ญาติผู้ตายโป๊ะล่ม ปี 38 ชี้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ปล่อยโป๊ะน้ำหนักเกินจนล่ม
โดยระหว่างการพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้อง บริษัท สุภัทรา จำกัด จำเลยที่1และบริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด จำเลยที่2 เนื่องจากได้ชดใช้ค่าเสียหายให้กับโจทก์บางส่วนแล้ว ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่1และ2ออกจากสารบบความ ส่วนกรมเจ้าท่า จำเลยที่4นั้นศาลได้ยกฟ้องเนื่องจากไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ขณะที่ศาลฎีกา ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ กทม. จำเลยที่3ชำระเงินแก่โจทก์ที่1และ2จำนวน1,165,500บาท โจทก์ที่3จำนวน627,549บาท,โจทก์ที่4และ5จำนวน1,920,000บาท,โจทก์ที่6จำนวน1,200,000บาท,โจทก์7จำนวน1,214,000บาท,โจทก์ที่8จำนวน2,080,000บาท,โจทก์ที่9จำนวน860,000บาท , โจทก์ที่10จำนวน698,442บาท, โจทที่11และ12จำนวน2,850,750บาท รวมเงินที่ กทม.จำเลยที่ 3 ต้องชดใช้โจทก์ทั้ง 12 ราย ทั้งสิ้น 12,616,241 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ฟ้องเมื่อปี 2539
ซึ่งศาลฎีกา พิจารณาสำนวนแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่า บริษัท สุภัทรา ฯ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ก่อสร้างท่าเทียบเรือพรานนกที่เกิดเหตุ ตามแบบแปลนที่ กทม. จำเลยที่ 3 กำหนด โดยได้รับอนุญาตจากกรมเจ้าท่า จำเลยที่ 4 และบ.สุภัทราฯ จำเลยที่ 1 ยกสิ่งก่อสร้างให้เป็นกรรมสิทธิ์ของ กทม.จำเลยที่ 3 ซึ่งสัญญาเช่าฉบับสุดท้ายสิ้นอายุสัญญาเมื่อวันที่ 31 พ.ค.38 โดยท่าเทียบเรือเป็นศาลาตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีสะพานปรับระดับขึ้นลงตามกระแสน้ำเชื่อมระหว่างท่าเทียบเรือ กับโป๊ะเทียบเรือซึ่งเป็นทุ่นลอยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา เดินข้ามทางเข้าท่าเทียบเรือ มีช่องเก็บค่าโดยสารและตรวจนับผู้โดยสารที่จะเดินทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาโดยเรือด่วนของบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำเลยที่2 เป็นกิจการในเครือของบ.สุภัทราฯ แล่นไปกลับระหว่างจ.นนทบุรีและกทม. (สาธร) โดยมีป้ายติดประกาศไว้ว่ารับน้ำหนักผู้โดยสาร 60 คน
ต่อมาวันเกิดเหตุ 14 มิ.ย.38 เวลาประมาณ 07.00 น. ผู้ตายทั้ง 12 และ ผู้โดยสารอื่นกว่า 100 คน รอลงเรืออยู่บนโป๊ะเทียบเรือที่เกิดเหตุ ขณะนั้นมีเรือด่วนแล่นมาจาก จ.นนทบุรี จะไปสาทรเข้าจอดที่โป๊ะเทียบเรือ ในเวลาเดียวกันมีเรือด่วนอีกลำหนึ่งที่แล่นมาจากสาทรจะไป จ.นนทบุรี เข้าจอดที่โป๊ะเทียบเรือ ผู้โดยสารที่รออยู่บนโป๊ะต่างกรูไปอยู่ริมโป๊ะเพื่อลงเรือด่วนทั้งสองลำ ทำให้โป๊ะเทียบเรือเอียงและจมลงในแม่น้ำเป็นเหตุให้ผู้ตายทั้ง 12 รายจนน้ำถึงแก่ความตาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
เมื่อทราบว่าโป๊ะท่าเทียบเรือพรานนกที่เกิดเหตุไม่อยู่ในสภาพที่จะให้บริการประชาชนได้เนื่องจากมีสภาพเก่าชำรุด การก่อสร้างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กทม.จำเลยที่3จะต้องสั่งให้หยุดการใช้งานและสั่งให้มีการซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง แต่ กทม. จำเลยที่3 กลับปล่อยให้ บ.สุภัทราฯ จำเลยที่ 1 และบ.เรือด่วนเจ้าพระยาฯ จำเลยที่ 2 ใช้โป๊ะเทียบเรือที่เกิดเหตุเปิดบริการแก่ประชาชนเพื่อรอขึ้นลงเรือข้ามฝากและเรือด่วนเจ้าพระยา โดยไม่ได้มีคำสั่งให้ซ่อมแซมแต่อย่างใด จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการฝ่าฝืนบทบังคับแห่งกฎหมายเพื่อป้องกันคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ประชาชนโดยประมาทเลินเล่อ จนเป็นเหตุให้โป๊ะเทียบเรือจมลงแม่น้ำเจ้าพระยาและผู้ตายซึ่งอยู่บนโป๊ะเทียบเรือจนน้ำถึงแก่ความตาย
ซึ่งศาลฎีกา เห็นว่า กทม. จำเลยที่ 3 เป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การจัดให้มีการบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ การขนส่ง การจัดให้มีและควบคุมตลาด ท่าเทียบเรือ ท่าข้ามและที่จอดรถ การควบคุมความปลอดภัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและการอนามัยในโรงมหรสพ และสาธารณสถานอื่นๆ ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ กทม. พ.ศ. 2528 มาตรา 89 (3)(6)(8)(9)และ(20) ซึ่งท่าเทียบเรือเป็นที่สาธารณสถาน จำเลยที่3 จึงต้องมีหน้าที่ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรวมทั้งควบคุมความปลอดภัยและความเป็นระเบียบเรียบร้อยแก่ประชาชนผู้มาใช้ท่าเทียบเรือและโป๊ะเทียบเรือ
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าท่าเทียบเรือที่เกิดเหตุมีช่องเก็บค่าโดยสารและตรวจนับผู้โดยสารที่เรียกว่าช่องแก๊ก ซึ่งมี 2 ช่อง ผู้โดยสารที่จะลงไปบนโป๊ะเทียบเรือจะต้องผ่านช่องแก๊กนี้เท่านั้น อันเป็นมาตรการที่จำเป็นและสำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้ผู้โดยสารลงไปอยู่บนโป๊ะเทียบเรือจำนวนมากเกินกว่าจะรับน้ำหนักได้ส่วนผู้โดยสารที่จะขึ้นจากเรือมาที่ท่าเทียบเรือจะเดินผ่านทางประตูตะแกรงเหล็กซึ่งอยู่ระหว่างช่องแก๊กทั้งสองช่อง โดยลูกจ้างของบ.สุภัทราฯ จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ควบคุมการเลื่อนเปิดปิดประตู แต่เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงจึงได้รื้อถอนสิ่งกีดขวางต่างๆในทางขึ้นลงท่าเทียบเรือได้แก่ประตู ช่องเก็บเงิน เพื่อดำเนินการเป็นท่าเทียบเรือสาธารณะตามมติคณะรัฐมนตรี ( ครม.)
โดยจำเลยที่3 ทราบอยู่แล้วว่าโป๊ะเทียบเรือที่เกิดเหตุรับผู้โดยสารได้เพียง 60 คน และมีประชาชนมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก จำเลยที่3 ย่อมเล็งเห็นว่า หลังจากรื้อถอนช่องแก๊กและประตูตะแกรงเหล็กออกไปจะทำให้ประชาชนสามารถผ่านท่าเทียบเรือลงโป๊ะเทียบเรือได้โดยสะดวก หากประชาชนลงโป๊ะเทียบเรือมากเกินน้ำหนักที่จะรับได้ย่อมทำให้เกิดอันตรายได้ ซึ่งจำเลยที่3มีหน้าที่ต้องจัดให้มีมาตรการในการควบคุมดูแลความปลอดภัยของประชาชนในการใช้ท่าเทียบเรือไม่ให้ผู้โดยสารไปอยู่บนโป๊ะเทียบเรือเกินกว่า 60 คน โดยต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก จัดระเบียบ ควบคุมนับจำนวน ห้ามผู้โดยสารฝ่าฝืนคำแนะนำต่างๆและจัดหาอุปกรณ์เพื่อจำกัดจำนวนผู้โดยสารไม่ให้ลงโป๊ะเทียบเรือเกินจำนวน
กระทั่งเช้าวันเกิดเหตุ 14 มิ.ย. 38 มีผู้โดยสารเดินผ่านบริเวณช่องแก๊กและประตูตะแกรงเหล็กที่ถูกรื้อถอนนออกไปลงโป๊ะเทียบเรือเกินจำนวนที่โป๊ะเทียบเรือจะรับน้ำหนักได้ ประกอบมีเรือด่วนแล่นมาเทียบสองลำในเวลาเดียวกัน ทำให้มีผู้โดยสารไปออกันริมโป๊ะเทียบเรือจำนวนมากเป็นเหตุให้โป๊ะเทียบเรือเอียงและจมลง ซึ่งเป็นผลโดยตรงที่เกิดจาก กทม.จำเลยที่3 สั่งให้ บริษัท สุภัทราฯ จำเลยที่1 รื้อถอนช่องแก๊กและประตูตะแกรงเหล็กกั้นผู้โดยสารออกไป โดยจำเลยที่3 ไม่ได้มีมาตรการอื่นเพื่อทดแทน จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการป้องกันสาธารณภัยและควบคุมความปลอดภัยสาธารณสถานตามกฎหมาย ถือว่า จำเลยที่3 กระทำละเมิดต่อโจทก์
ส่วนที่ กทม. จำเลยที่3 ยื่นฎีกาว่า มีการติดป้ายประกาศไว้ที่โป๊ะเทียบเรือแล้วว่ารับน้ำหนักได้ไม่เกิน 60 คน ซึ่งการที่ผู้โดยสารลงไปบนโป๊ะเทียบเรือจำนวนมากถือว่าผู้โดยสารยอมเสี่ยงอันตรายที่จะเกิดขึ้นเองจึงเป็นความประมาทของผู้ตายและผู้บาดเจ็บนั้น
ศาล เห็นว่าการติดป้ายประกาศไว้เพียงอย่างเดียวย่อมไม่อาจป้องกันและควบคุมประชาชนจำนวนมากที่ต้องการใช้บริการเรือด่วนไม่ให้ลงไปอยู่บนโป๊ะเทียบเรือได้ กทม.จำเลยที่3 จึงไม่อาจอ้างการติดป้ายประกาศดังกล่าวมาเป็นข้อแก้ตัวเพื่อให้พ้นความรับผิดได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าผู้ตายและผู้บาดเจ็บเป็นฝ่ายประมาทและที่ กทม.จำเลยที่3 ฏีกา ว่าในคดีอาญาที่ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ตายและผู้บาดเจ็บมีส่วนประมาทนั้น จึงต้องผูกพันโจทก์ทุกสำนวนในคดีนี้ด้วยนั้น
ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่ว่าผู้ตายและผู้บาดเจ็บมีส่วนประมาทหรือไม่นั้น ไม่ใช่ประเด็นโดยตรงในคดีอาญา ศาลฎีกาวินิจฉัยเพียงว่าเหตุที่เกิดขึ้นเพราะมีคนลงไปอยู่บนโป๊ะเทียบเรือมากกว่า 100 คน เกินกว่าที่โป๊ะเทียบเรือจะรับน้ำหนักได้ รวมทั้ง กทม. จำเลยที่3 ในคดีนี้ไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยในคดีอาญา จึงไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าว ดังนั้นคำพิพากษาในส่วนคดีแพ่งศาลจึงไม่ต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา
เมื่อข้อเท็จจริงที่วินิจฉัยมาข้างต้นรับฟังได้ว่า กทม.จำเลยที่3 เป็นฝ่ายประมาทโดยผู้ตายและผู้บาดเจ็บไม่มีส่วนประมาทด้วย จำเลยที่3 จึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้ง 12 ราย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืนดังกล่าว
ภายหลังนายวัชระ สุคนธ์ ทนายความโจทก์ เปิดเผยว่า ตนรับเป็นทนายความคดีนี้ตั้งแต่ครั้งยังเป็นทนายความอาสา ซึ่งก็ว่าความมาให้ตลอดทุกชั้นศาล โดยคดีนี้โจทก์บางรายก็ถอนตัวไป และศาลจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่1และ2 เพราะเขาจ่ายค่าเสียหายให้กับโจทก์มาแล้วตั้งแต่ช่วงแรก ส่วนคดีอาญาก็ระงับไปแล้วตามสัญญาประนอมความ คงเหลือเพียงคดีแพ่งที่กรุงเทพมหานครที่ยังต่อสู้คดีอยู่และศาลฎีกาก็มีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานในคดีนี้แล้ว ส่วนกรมเจ้าท่าจำเลยที่ 4 ศาลยกฟ้องเนื่องจากไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะเหตุเกิดที่ท่าเทียบเรือ ไม่ใช่เกิดระหว่างเล่นเรือ
นายวัชระ กล่าวอีกว่า สำหรับค่าเสียหายศาลได้พิพากษาให้คิดดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ร่วม โดยนับตั้งแต่วันฟ้อง ปี 39โดยคำนวนจากเงินต้นไปร้อยละ 7.5 ต่อปี รวมเป็นเวลาร่วม 20 ปี ซึ่งต่อไปนี้ตนจะขอศาลออกคำบังคับและหมายบังคับคดีเพื่อเรียกให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไป ล่าสุดศาลออกคำบังคับส่งให้กรุงเทพมหานครแล้ว ขอวอนท่านผู้ว่าฯ ได้โปรดเร่งรัดจ่ายเงินให้ฝ่ายผู้เสียหายด้วย เพราะเงินของกรุงเทพมหานคร อาจต้องผ่านที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร
"คดีนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า แม้บริษัทเอกชนจะเป็นผู้ดำเนินกิจการท่าเรือเดินเรือ แต่ส่วนราชการในฐานะผู้ให้สัมปทานก็ต้องเข้าไปตรวจตรา จะปล่อยปละละเลยอ้างว่าให้สัมปทานแก่เอกชนแล้วไม่ได้ หรือจะปัดความต้องรับผิดชอบไม่ได้"ทนายความ กล่าว