เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล นายแพทริค เมอร์ฟี อุปทูต สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย เข้าพบนายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านสังคม โดยใช้เวลาหารือประมาณ1 ชั่วโมง และมีการแถลงข่าวร่วมกันภายหลังการเข้าพบ
โดยนายยงยุทธ กล่าวว่า ในวันนี้ได้หารือในฐานะที่ทั้ง 2 ประเทศเป็นเพื่อนกันมานาน โดยได้คุยในเรื่องที่มีความสำคัญต่อสังคมของไทย และความร่วมมือที่สหรัฐฯจะมีต่อเรา ทั้งการร่วมมือทางด้านการวิจัย วัคซีนโรคเอดส์ โดยกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจา ขณะเดียวกัน เรายังได้ซักถามในเรื่องของการจัดกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อคนพิการ ผู้ด้อยโอกาส ได้มีโอกาสได้รับผลประโชชน์จากกิจการเหล่านี้
เมื่อถามว่ามีการพูดถึงท่าทีทางการเมืองของสหรัฐในการหารือหรือไม่ นายยงยุทธกล่าวว่า ทางสหรัฐฯก็มุ่งหวังให้ประเทศไทยกลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ซึ่งตนก็แจ้งว่าเรามีโรดแมปในการทำงานและดำเนินการตามนั้นแล้ว
ด้านนายแพทริค กล่าวว่า การมาพบกับรองนายกรัฐมนตรีของไทยในวันนี้ ตนรู้สึกซาบซึ้งอย่างมาก โดยเป็นการพูดคุยกันในฐานะเพื่อน โดยสหรัฐฯกับไทยมีความสัมพันธ์และความร่วมมือกันมายาวนาน ทั้งนี้ตนและรองนายกฯได้พูดคุยกันถึงความท้าทายในด้านสาธารณสุข วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา และประเด็นที่เกี่ยวกับผู้ลี้ภัย แม้สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องระดับภูมิภาคแต่มีผลกระทบระดับโลกเช่นกัน แน่นอนว่าสหรัฐฯหวังที่จะให้มีการฟื้นฟูประชาธิปไตยและการปกครองโดยพลเรือน ส่วนสิ่งที่นายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการเอเชียแปซิฟิค พูดไว้ก็มีความชัดเจนมากแล้วถึงข้อห่วงใยของสหรัฐฯ ซึ่งตนมีข้อห่วงใยต่อการแสดงออกในเชิงบริบทที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับไทย การที่ไทยกลับคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตยก็มีหลายส่วนที่จะช่วยพัฒนามิตรภาพและความร่วมมือกันที่มายาวนาน เช่น การยกเลิกการใช้กฎอัยการศึก การคืนเสรีภาพแก่ประชาชน การสร้างความมั่นใจต่อประชาคมนานาชาติด้วยการจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว
เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้ยื่นเรื่องขอลี้ภัยในสหรัฐฯ จึงอยากทราบถึงท่าทีของสหรัฐฯในตอนนี้ นายแพทริค กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบถึงรายงานดังกล่าว แต่ทางสหรัฐฯไม่สามารถเลือกข้างทางการเมืองของไทยได้ แต่ในฐานะมิตรประเทศ เราหวังให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการคืนกลับสู่ประชาธิปไตย ซึ่งความสำเร็จในการกลับคืนสู่ประชาธิปไตยของไทยนั้นไม่ใช่เพียงความสำเร็จของประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นความสำเร็จของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นความสำเร็จของประชาคมโลกอีกด้วย
"สหรัฐฯไม่สามารถเลือกข้างใดๆ ได้ทั้งสิ้น เราเพียงอยากได้ประชาชนของไทยได้แสดงออกซึ่งเสียงของประชาชนถึงความต้องการและมีส่วนร่วมในกระบวนการต่างๆ ซึ่งเมื่อหลักนิติธรรมและเสรีภาพพลเมืองได้คืนกลับมาแล้ว เสียงของประชาชนจะเป็นที่ได้ยินอีกครั้ง"นายแพทริค กล่าว