หลังตื่นเช้าขึ้นมาพร้อมกับแสงแดดอันสดใส เริ่มต้นวันใหม่ในนครหลวงเวียงจันทน์ สิ่งที่ต้องมาคู่กันก็คงหนีไม่พ้นกาแฟที่จะทำให้ผมรู้สึกสดชื่นมากยิ่งขึ้นครับ เดินตามย่านริมแม่น้ำโขง ตรงข้ามกับฝั่งอำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคายของประเทศไทยได้ไม่นาน ผมก็ไปเจอเข้ากับร้านกาแฟเล็กๆ ตรงหัวมุมถนนที่มีชื่อว่าคาเฟ่ สีหนุกครับ ซึ่งนอกจากจะเปิดร้านกาแฟแล้ว สีหนุกยังเป็นชื่อแบรนด์กาแฟจากประเทศลาวที่ส่งออกไปทั่วโลกด้วยครับ
เขตที่ราบสูงโบโลเว่น เป็นพื้นที่ภูเขาไฟเก่า ตั้งอยู่ในแขวงจำปาสัก เมืองเอกทางตอนใต้ของ สปป.ลาว มีความสูงเฉลี่ยอยู่ที่ 1,300 เมตร อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 18-30 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าหนาวเย็นตลอดทั้งปี ด้วยเหตุปัจจัยทั้งหมดนี้ จึงทำให้ที่ราบสูงโบโลเวนเป็นที่เหมาะสมสำหรับเพาะปลูกกาแฟที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะพันธุ์อาราบิกา และสีหนุก ก็เป็นหนึ่งในหลายยี่ห้อของกาแฟสัญชาติลาวที่ใช้พื้นที่นี้สำหรับการเพาะปลูกเช่นกัน
คุณสุกินดา สีลาดวงใจ รองผู้จัดการทั่วไปของสีหนุก กรุ๊ป เล่าให้ผมฟังว่า ชื่อสีหนุกมีที่มาจากคุณสีหนุก สีสมบัติ ผู้ก่อตั้งชาวลาวครับ คุณสีหนุกได้มีโอกาสไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส จนกระทั่งในปี 2537 คุณสีหนุกก็ได้กลับมาที่ลาวและทำการค้ากาแฟดิบส่งออกไปต่างประเทศ หลังจากนั้นลาวได้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ คุณสีหนุกจึงตัดสินใจเปลี่ยนจากการส่งออกเมล็ดกาแฟดิบเป็นเมล็ดกาแฟแปรรูปแทนเพื่อเพิ่มมูลค่า และเพิ่มตลาดการค้าภายในประเทศให้มากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง / หลังจากนั้น 5 ปีเมื่อประสบความสำเร็จ คุณสีหนุกก็ได้ตั้งชื่อแบรนด์กาแฟของเขาในปี 2545 ว่า กาแฟสีหนุก และปรับเปลี่ยนกรรมวิธีการผลิตให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นครับ
คุณสุกินดายังบอกอีกว่า หลังจากเข้าสู่เออีซีหรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในช่วงปลายปีหน้าแล้ว โอกาสสำหรับกาแฟสีหนุกก็จะมีมากขึ้น เพราะผู้ดื่มกาแฟสีหนุกจะเพิ่มขึ้นจากประชากรลาวเพียง 6-7 ล้านคน ซึ่งมีผู้ที่ดื่มกาแฟอยู่เพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น กลายเป็นประชากรทั้งอาเซียนหลายร้อยล้านคน ขณะเดียวกัน การแข่งขันของแบรนด์กาแฟในอาเซียนก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย แต่คุณสุกินดาก็บอกว่า กลยุทธ์หลักของสีหนุกในการแข่งขันก็คือ การรักษาเอกลักษณ์ของกาแฟลาวเอาไว้ครับ
ตอนนี้สีหนุกเน้นขายในตลาดในประเทศ 90 เปอร์เซ็นต์ และส่งออกไปตลาดต่างประเทศ 10 เปอร์เซ็นต์ในหลายที่ครับ ทั้งในเอเชียอย่างที่ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ และยุโรปที่ฝรั่งเศส อิตาลี และเยอรมนี ส่วนในประเทศไทยตอนนี้ก็ไปเปิดร้านอยู่หลายสาขาแล้วเพื่อทดลองตลาดประมาณ 6 เดือน แต่คุณสุกินดาก็ย้ำว่าตลาดกาแฟของไทยต้องใช้ความพยายามไม่น้อย เพราะมีคู่แข่งเยอะมาก ทั้งแบรนด์สัญชาติไทยเอง แบรนด์จากอาเซียน และแบรนด์ระดับโลกจากตะวันตกด้วย นอกจากนี้ยังต้องศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและข้อกฎหมายอีกด้วย ดังนั้น สีหนุกจึงอาจจะหาพาร์ทเนอร์ธุรกิจชาวไทยที่มีประสบการณ์มาช่วยครับ
และนอกจากผมจะได้พูดคุยกับสุกินดาแล้ว คุณสุกินดายังพาผมไปดูกรรมวิธีการผลิตของสีหนุกด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่ายังคงเป็นระดับครัวเรือนมากกว่าอุตสาหกรรม มีเครื่องผลิตอยู่ไม่กี่เครื่องเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น ผลิตภัณฑ์ที่ได้ก็มีมาตรฐานระดับสากล และถูกต้องตามหลักกฎหมายทุกประการ ส่วนรสชาตินั้น ทั้งหอม ทั้งอร่อย เพราะได้ดื่มกันแบบสดๆ เลยครับ