นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิปสนช.บอกว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปถึงการกำหนดหลักเกณฑ์ และให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี โดยผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องแสดงวิสัยทัศน์ หรือ ไม่ต้องอยู่ในที่ประชุม ซึ่งประธาน และรองประธาน สนช.สามารถใช้เอกสิทธิ์ออกเสียง หรือ ไม่ออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีก็ได้ สำหรับขั้นตอน จะเริ่มที่การเสนอชื่อโดยให้สมาชิกเสนอบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี และมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 หรือ 39 คน โดยการรับรองจะมีวิธีการแตกต่างกับ ส.ส.และส.ว. เพราะจะใช้วิธีโหวตโดยใช้เครื่องออกเสียงแทนการยกมือรับรอง เพื่อป้องกันการโหวตซ้ำ
จากนั้นเมื่อได้ชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว เลขาธิการวุฒิสภาจะขานชื่อสมาชิกตามลำดับอักษรเพื่อลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งมี 2 กรณี คือ หากมีผู้ถูกเสนอชื่อเพียงคนเดียว สมาชิกจะขานเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ แต่ในกรณีที่มีผู้ถูกเสนอชื่อมากกว่า 1 คน จะให้สมาชิกขานชื่อบุคคลที่จะเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีแบบเปิดเผย และผู้ที่ได้รับเลือกเป็นนายกฯ จะต้องได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง หรือ 99 คน จากจำนวนสมาชิก 197 คน
ด้านเลขานุการวิป สนช.สมชาย แสวงการ บอกว่า บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกฯไม่จำเป็นต้องมาแสดงวิสัยทัศน์ และไม่ต้องมาแสดงตัวในที่ประชุมสนช. ส่วนข้อห่วงใยถึงความเหมาะสม หรือไม่เป็นไปตามคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญกรณีการเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ คุณสมชาย ย้ำว่า ผู้เสอนมีการทาบทามบุคคลที่จะเสนอชื่ออยู่แล้ว และส่วนตัวคิดว่าพล.อ.ประยุทธ์ มีความเหมาะสม และไม่มีอะไรไม่ชอบธรรม ซึ่งการยึดอำนาจในสภาวะบ้านเมืองไม่ปกติ ถือว่าเป็นเรื่องยากลำบากอยู่แล้ว และพล.อ.ประยุทธิ์ เองก็มีอำนาจที่จะตั้งตัวเองได้เลย แต่กลับมอบมาให้ สนช.เป็นผู้เลือกให้ความเห็นชอบ จึงขอให้รอดูที่ประชุม สนช.ในวันที่ 21 ส.ค.นี้