ที่ห้อง 619 ผู้ป่วยเด็ก ชั้น 6 โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา นายคมสัน เอกชัย ผวจ.ชลบุรี ได้เข้าเยี่ยม น.ส.ภัทรมล จันทร์บัว อายุ 21 ปี แม่อุ้มบุญ น้องแกรมมี่ วัย 7 เดือน จากกรณีที่อดีตสาวรับจ้างตั้งท้องธุรกิจอุ้มบุญ โดยใช้น้ำเชื้อจากชายชาวออสเตรเลีย ผสมกับไข่ของสาวจีนเป็นตัวอ่อนมาฝังในมดลูกของเธอ และพบว่า เธอตั้งท้องเป็นแฝดชายหญิง แต่ต่อมาพบว่า ทารกชายเป็นดาวน์ซินโดรม หมอแนะนำให้ทำแท้งโดยไม่บอกเหตุผล เธอจึงเลือกเอาเด็กไว้จนคลอด สุดท้ายผู้ว่าจ้างเอาเด็กหญิงไป แล้วทิ้งเด็กชายที่ป่วยไว้ให้เลี้ยงเอง
ล่าสุด น.ส.ภัทรมล จันทร์บัว แม่อุ้มน้องแกรมมี่ เปิดใจกรณีใครจะไปรับเป็นแม่อุ้มบุญให้คนอื่น ว่า ควรคิดให้ดี ไม่ใช่เพียงแค่เงินมาเป็นแรงจูงใจให้ทำเท่านั้น เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้นมาในกรณีเช่นนี้ คนที่รับผิดชอบต่อตัวเด็กก็คือ ตัวของแม่อุ้มบุญเอง และหากตัวแม่อุ้มบุญไม่มีความสามารถในการดูแลเด็กก็จะเป็นภาระต่อสังคม
ไม่มีใครโชคดีเหมือนเด็กคนนี้ น้องแกรมมี่ ซึ่งน้อยคนจะโชคดีเช่นนี้ และหากเลือกได้ก็ไม่ควรทำดีกว่า เพราะจะเกิดผลกระทบในหลายๆ อย่าง เช่น ด้านจิตใจของเด็ก เพราะเมื่อเด็กเกิดขึ้นมาแล้วก็อยากรู้ว่าแม่และพ่อที่แท้จริงของเขาเป็นใคร และฝากบอกถึงผู้ที่หาหญิงไทยให้เป็นแม่อุ้มบุญให้นั้น เมื่อเด็กทุกคนที่เกิดขึ้นมามีเลือดเนื้อ มีชีวิต และความรู้สึกเหมือนเราทุกๆ คน แม้จะไม่สมประกอบ หรือพิการ แต่เป็นเชื้อของคุณ และเป็นเลือดเนื้อของคุณ ซึ่งไม่ใช่เหมือนมาเลือกซื้อสิ่งของว่าชิ้นนั้นดีชิ้นเอาไว้ ส่วนนั้นไม่ดีไม่เอา และเอาชิ้นไม่ดีทิ้งไว้ เป็นเรื่องที่น่าสงสารมาก
น.ส.ภัทรมล เผยต่อว่า ก่อนที่ตนจะมารับอุ้มนั้นได้เล่น facebook และมีโฆษณาว่ามีงานให้ทำและมีรายได้ดี ซึ่งทางบ้านตนมีฐานะไม่ค่อยดี จึงสนใจ เพราะปัจจุบันตนก็มีบุตรแล้ว 2 คน จึงอยากได้เงินมาช่วยเหลือครอบครัว จึงรับอุ้มบุญกับกับครอบครัวชาวออสเตรเลีย ซึ่งมีอายุมากแล้ว โดยผ่านเอเยนซี ชื่อ "จอย" โดยตกลงราคาค่าจ้างกันไว้ที่ 300,000 บาท และหากได้ลูกแฝดจะเพิ่มให้เป็น 350,000 บาท
หลังจากนั้น ครอบครัวชาวออสเตรเลียก็มารับไปอยู่ในกรุงเทพฯ เพื่อมาเป็นแม่อุ้มบุญให้ โดยดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีมาโดยตลอด ในช่วง 4 เดือน ที่ตั้งครรภ์แฝดหญิงและชายนั้น มีการเจาะเลือดเพื่อไปตรวจสอบ และทางครอบครัวชาวออสเตรเลียทราบ แต่ไม่ได้แจ้งให้ตนทราบ ว่า เด็กแฝดคนหนึ่งเป็นดาวน์ซินโดรม จนมาถึง 7 เดือนกว่า ทางครอบครัวชาวออสเตรเลียโทรศัพท์แจ้งให้ตนเอาเด็กออก แต่ตนไม่ยอม กระทั่งเด็กคลอดออกมาที่โรงพยาบาลวชิรปราการ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล ที่มีบัตร 30 บาท เพื่อเซฟค่าใช้จ่าย เนื่องจากเด็กที่คลอดออกมาตัวเล็ก และตัวเหลืองจึงต้องอยู่ในตู้อบตลอดทั้ง 2 คน โดยลูกผู้หญิงอยู่ในตู้อบเพียงไม่ถึงเดือน จากนั้นครอบครัวชาวออสเตรเลียได้นำเด็กหญิงดังกล่าวไปน.ส.ภัทรมล กล่าวอีกว่า ส่วนเด็กผู้ชายนั้นไม่ได้เอาไปด้วย โดยบอกว่า ถ้านำไปด้วยก็ต้องนำไปไว้ที่มูลนิธิฯ เนื่องจากไม่สามารถดูแลได้ ดังนั้นตนจึงเอาตัวเด็กผู้ชายไว้ เพราะมูลนิธิคงดูแลได้ไม่เหมือนพ่อแม่ ที่สำคัญสงสารเด็กมากที่คลอดมาแล้วเป็นเช่นนี้ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับเด็กเลย เป็นเพราะความผิดพลาดจากผู้ใหญ่ทั้งสิ้น แล้วทำไมเด็กต้องมารับกรรมในครั้งนี้ด้วย ดังนั้นจึงรับดูแลแม้จะลำบากก็ยินดี ตั้งชื่อเด็กหญิงชื่อน้องไพรพรรณี และน้องผู้ชายชื่อน้องแกรมมี่ ซึ่งตนจะดูแลน้องแกรมมี่ อย่างดี เท่าที่กำลังของตนเองจะมีให้ พร้อมทั้งจะรักษาเขาหายเป็นปกติ แม้จะไม่ใช่ลูกแท้ๆ แต่ก็อุ้มบุญเขาเกิดขึ้นมาก็เหมือนลูกขณะนี้หลังเป็นข่าวมาแล้ว มีหลายหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือ เช่น มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ หรือ 3178 มูลนิธิของ ประทีป อึ้งทรงธรรม ในเรื่องของค่ารักษาพยาบาล น้องแกรมมี่ ที่ต้องมารักษาเนื่องจากมีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ มีไข้ และมีน้ำในช่องท้อง โดยมีผู้ใจบุญเข้ามาช่วยเหลือเป็นจำนวนมากก็ดีใจแทนน้อง โดยไม่ต้องมากังวลเรื่องค่าใช้จ่าย
ต่อมาทางด้าน นายวิจิตร พนายิ่งไพศาล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา กล่าวถึงกรณีเด็กอุ้มบุญ ทีเป็นดาวน์ซินโดรม ที่มานอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลนั้น ทางโรงพยาบาลฯ พร้อมให้การดูแลอย่างเต็มที่ เพราะทางโรงพยาบาลมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการดูแลเด็กดาวน์ซินโดรมอยู่แล้ว ในช่วงแรกที่เด็กเข้ามารักษาตัวนั้น เด็กมีเสมหะเป็นจำนวนมาก หายใจไม่ค่อยสะดวก และมีไข้ โดยทางแพทย์ได้ให้การช่วยเหลือจนอาการดีขึ้น และขณะนี้ไม่มีไข้แล้ว
อย่างไรก็ตาม ยังต้องนอนที่โรงพยาบาล เพื่อดูแลอาการต่อไป ซึ่งทางโรงพยาบาลจะดูแลอาการของเด็กอย่างต่อเนื่อง และพร้อมให้การช่วยเหลือตามที่แม่ร้องขอ ส่วนในช่วงนี้คาดว่าจะมีนักข่าวเข้ามาพบเด็กอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องดูสุขภาพเด็กด้วยว่ามีความพร้อมหรือไม่อย่างไร โดยโรงพยาบาลให้การดูแลช่วยเหลือให้เป็นไปตามความเหมาะสม และในขณะนี้ได้มีมูลนิธิหลายมูลนิธิ เข้ามาประสาน เพื่อให้การช่วยเหลือด้านรักษาพยาบาล และมีความพร้อมอยู่แล้ว โดยได้แจ้งให้เจ้าของคนไข้ไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้