เนชั่นทีวี

ข่าว

"สมชัย ศรีสุทธิยากร" ไขปริศนายกเครื่องกฎหมาย

13 ก.ค. 2557 | wanchat

"สมชัย ศรีสุทธิยากร" ไขปริศนายกเครื่องกฎหมาย

กลายเป็นประเด็นทอล์คอออฟเดอะทาวน์ชั่วข้ามคืน หลังกกต. สรุปข้อเสนอประเด็นปัญหาของกระบวนการเลือกตั้งในอดีต ตามโจทย์ที่พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ประธานคณะทำงานด้านการปฏิรูป คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ขีดเส้นไว้

"สมชัย ศรีสุทธิยากร" หนึ่งใน 5 เสือกกต. ผู้รับผิดชอบงานด้านการเลือกตั้งโดยตรง ได้ชี้แจงถึงข้อเสนอการยกเครื่องกระบวนการเลือกตั้งทั้งระบบ โดยยืนยันว่า ข้อเสนอการปฎิรูปการเลือกตั้งของกกต. ได้คำนึงถึงปัจจัยที่จะทำให้การเลือกตั้ง บริสุทธิ์ และเที่ยงธรรม ให้ได้คนดี มีความรู้ความสามารถ ไม่ซื้อเสียงเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งปัจจัยที่สำคัญ ประกอบไปด้วย พรรคการเมืองและผู้สมัคร กกต. ในฐานะผู้จัดการเลือกตั้ง และประชาชน ในฐานะผู้ใช้สิทธิลงคะแนนเสียง
'สมชัย' บอกว่า สำหรับปัญหาของผู้สมัคร กกต. มีโจทย์สำคัญมากมาย อาทิ สัดส่วนจำนวน ส.ส. ที่ กกต. เห็นว่า ส.ส.บัญชีรายชื่อ และส.ส.แบบแบ่งเขต ควรมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน เพราะมองว่า ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะมีความสำคัญในฐานะที่ทำให้พรรคการเมืองต้องสนใจในการเสนอนโยบาย หรือคัดกรองคนดีเข้าสู่บัญชีรายชื่อ อีกทั้งยังเป็นการสะท้อนถึงคะแนนเสียงของประชาชนที่แท้จริง เช่น ส.ส.แบ่งเขต ที่อาจจะชนะในเขตเพียง 1 หรือ 2 คะแนน ก็ได้เป็น ส.ส.เขต ทันที ส่วนคะแนนที่เหลือก็โยนทิ้งไป ดังนั้น หากเรามาเติมในส่วนการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็จะทำให้เกิดความสมดุลมากขึ้น
"ข้อเสนอของกกต. คือการ เพิ่มจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อ และลดจำนวนส.ส.เขต ผลที่ได้ คือ เขตการเลือกตั้งนั้นจะใหญ่ขึ้น แต่ไม่ใช่เป็นรูปแบบของ เขตใหญ่หลายเบอร์ อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าเราจะย้อนไปใช้รูปแบบเดียวรัฐธรรมนูญปี 40 ซึ่งเป็นเขตใหญ่หลายเบอร์ ซึ่งยืนยันว่าครั้งนี้ไม่ใช่รูปแบบนั้น เรายังคงเสนอเป็นรูปแบบที่เรียกว่า เขตเดียว เบอร์เดียว แต่แค่เขตจะใหญ่ขึ้น เนื่องจากจำนวน ส.ส.เขตน้อยลง เขตก็จะใหญ่ขึ้นไปตามอัตโนมัติ สมมติว่า ส.ส.ทั้งสภา มี 500 คน ส.ส.เขต 250 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 250 คน ประเทศไทยก็จะเหลือ 250 เขต จาก 375 เขต เขตก็จะใหญ่ขึ้น จำนวนประชากรที่อยู่แต่ละเขตก็จะมากขึ้น การซื้อเสียงก็จะยากขึ้นตามไปด้วย"
ส่วนกระบวนการคัดกรองคน ให้ได้มาซึ่ง ส.ส.เขต หรือ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 'กกต.สมชัย' บอกเราว่า กกต. ต้องการเห็นพรรคการเมืองมีลักษณะที่ดำเนินการเป็นสถาบันมากขึ้น ไม่อยากจะให้เป็นเพียงเจ้าของพรรค ที่มีอำนาจชี้ขาดว่า ใครจะมีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่า ทุกคนต้องไปเอาใจเจ้าของพรรค เพื่อที่จะชี้ว่าใครจะเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ อันดับต้นๆ หรือจะเป็น ส.ส.เขต
"ที่ผ่านมาเราเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในการหาเสียง โดยมีการนำเสนอเนื้อหามีส่วนจูงใจให้กับประชาชนได้เลือกมากขึ้น ต้องบอกว่าขณะนี้ ประชาชนไม่ได้เลือก จากการซื้อเสียง หรือได้รับเงินแจกเป็นหลัก แต่ประชาชนอาจจะเลือกในเกณฑ์ที่พึงพอใจของนโยบายของพรรคการเมือง เพียงแต่ว่านโยบายของพรรคการเมือง ที่เป็นเส้นแบ่งที่จะชี้ให้เห็นว่า สิ่งนี้คือนโยบาย หรือ การซื้อเสียงแบบหนึ่ง โดยใช้นโยบายมาเป็นตัวชักจูงโน้มน้าวใจคน"
'สมชัย' ได้อธิบายให้ฟังว่า เราไม่ปฏิเสธในการเสนอนโยบายที่ดี แต่เราเห็นว่าการเสนอนโยบายในเชิงให้ตัวเลข เช่น การจ่ายเป็นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท และโครงการรับจำนำข้าว 15,000 บาท หรือในทำนองนี้ เราคิดว่า การเสนอนโยบายที่เป็นตัวเลขไม่น่าจะเหมาะสม เพราะผลที่เกิดขึ้น สามารถคำนวณไปยังประโยชน์ส่วนบุคคลของแต่คนได้ แล้วก็เกิดกระบวนการที่เรียกว่า เกทับกัน โดยไม่ได้สนใจว่า ตัวเลขดังกล่าวจะสามารถทำได้จริงหรือไม่ ถ้าทำได้แล้วจะนำไปสู่การสร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติหรือไม่ หรือประเทศชาติมีสถานะในการจ่ายตามนโยบายได้หรือไม่
ด้วยเหตุนี้เอง กกต. จึงเสนอให้มีกระบวนการกลั่นกรองตัวนโยบายที่หาเสียง หรือเขียนเกณฑ์ของสิ่งที่ทำได้หรือทำไม่ได้ในการหาเสียงที่ชัดเจนขึ้น เพราะเราคิดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต และผลที่เกิดขึ้นต่อสภาวะเศรษฐกิจของประเทศชาติ หรือต่อการบริหารงานของประเทศจากนโยบายประชานิยมแล้ว กระบวนการนำเสนอนโยบายเช่นนี้ไม่ได้เป็นผลดีกับประเทศแน่ เช่น เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ทีก่อให้เกิดต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ถือเป็นปัญหาในการแข่งขันระหว่างประเทศ ทำให้ต่างประเทศไม่กล้ามาลงทุนในประเทศไทย เพราะค่าแรงเราสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
"ยืนยันว่า เราก็ไม่ได้ไปมุ่งสกัดพรรคการเมืองบางพรรค ที่ผ่านมาพรรคการเมืองหลายพรรค ไม่ใช่เฉพาะพรรคใหญ่ ก็มีการเสนอนโยบายที่มีตัวเลขมากกว่าพรรคใหญ่เสนอ แต่การสร้างมาตรการดังกล่าว จะป้องกันทุกพรรคไม่ให้ใช้วิธีการคิดเช่นนี้ เพราะท้ายสุดเข้ามาเป็นรัฐบาลและไม่มีความสามารถทำได้จริง ก็จะอ้างว่า เป็นเพียงนโยบายหาเสียงไว้ ฉะนั้นกระบวนการต่างๆ เหล่านี้ เราไม่ได้คิดถึงรายละเอียดว่า จะต้องดำเนินการอย่างไร แต่เสนอเป็นเพียงหลักการเบื้องต้น น่าจะมีกระบวนการในการกลั่นกรอง ในการที่จะนำเสนอนโยบายที่จะก่อให้เกิดปัญหาของประเทศในอนาคตได้"
นอกจากนี้ 'สมชัย' ยังเล่าให้ฟังเกี่ยวกับข้อเสนอที่ให้ ส.ส. อยู่ในวาระได้เพียง 2 สมัย ว่า เป็นข้อเสนอที่ไม่ต้องการให้มีการสืบทอดอำนาจมากเกินไป ผมคิดว่า มันไม่ใช่คำตอบที่สำคัญ ถึงแม้ว่าบุคคลนั้นๆ จะไม่ลงเลือกตั้ง ก็ให้ลูก หลาน หรือญาติ ลงก็ได้ ก็เป็นการสืบทอดอำนาจอยู่ดี เพราะฉะนั้นไม่ใช่โจทย์ ที่ทำเช่นนั้นการเมืองไทยจะดีขึ้น ผมคิดว่าการจำกัดคุณสมบัติ คุณวุฒิของประสบการณ์ต่างๆ น่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญ

ข่าวล่าสุด