โดยมีหมายจับของนายจักรภพ เพ็ญเเข เเละ พล.ท.มนัส เปาริก อดีตรองเเม่ทัพภาคที่3 ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดหาอาวุธสงครามนั้นว่า มีส่วนเกี่ยวข้องทั้่ง 8 คนในอาวุธสงครามที่จับกุมได้ที่ อ.วังน้อย จ.อยุธยา เมื่อเร็วๆนี้ ผู้ต้องหาให้การว่ามีคนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงและสนับสนุนอาวุธเหล่านี้ 8 คน เเละยังมีหลายคนที่กำลังขยายผลขอออกหมายจับ 8 คนนี้ ที่โดนออกหมายจับนั้น พนักงานสอบสวนจึงได้ขอหมายจับจากศาลทหาร จ.สระบุรี ย้ำว่าก่อนออกหมายจับเจ้าหน้าที่จับกุมอาวุธสงครามหลายท้องที่ ที่เชื่อมโยงกัน 10 คดีในพื้นที่นครบาลเเละภูธรภาคที่1,2,4,6 โดยรักษาการ ผบ.ตร.สั่งให้รวมสำนวน 10 คดีไว้ที่กองปราบปราม โดยตนเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนใน 10 คดีที่รวมกันไว้ โดยไม่รวมสำนวนที่มีนบุรี กระทุ่มแบน และขอนเเก่นนั้น ต้องแยกออกไป ส่วนอาจเกี่ยวข้องกับ 10 คดีหรือไม่นั้น ขอเวลาสอบสวนขยายผลก่อนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่
รองผบ.ตร.กล่าวว่า 10 คดีเกี่ยวข้องกันในหลายท้องที่ ใครเกี่ยวข้องกันบ้างนั้น ต้องขอเวลาสอบสวน ส่วนบางคดีนั้นนายจักรภพและพล.ท.มนัสเกี่ยวข้อง อาวุธสงครามที่จับได้ ไม่ใช่เพิ่งนำเข้ามา แต่ทยอยจากเพื่อนบ้านเข้ามาเป็นปี เเละไม่ทราบว่านำเข้ามาได้อย่างไร คสช.เข้มงวดและสอบสวนพบว่า อาวุธเหล่านี้ก่อเหตุหลายครั้ง และเป็นส่วนน้อยที่จับได้ เชื่อว่ายังมีอีกมากที่ซ่อนไว้ และน่าจะนำมาก่อเหตุในประเทศ คสช.จำเป็นต้องดำเนินการ อาวุธนี้เตรียมไว้นานแล้ว ผู้ต้องหาบางคนกำลังติดต่อมอบตัว
รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า ไม่หนักใจกรณีพลโทมนัสเพราะต้องว่าไปตามหลักฐานไม่อย่างนั้นจะขอหมายจับไม่ได้ ย้ำว่าอาวุธส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับพลโทมนัส และนายจักรภพ แม้นายจักรภพอยู่ต่างประเทศตามข่าวในตอนนี้ เราใช้สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนมาดำเนินคดีได้ โดยไม่เกี่ยวกับนายจักรภพที่มีความผิดกฎหมายอาญามาตรา112 เเม้นายจักรภพโต้ทางเฟซบุ๊คก็ตาม เเต่ไม่ต้องใช้เหตุนี้จับ เพราะนายจักรภพมีหมายจับเดิมตามความผิดกฎหมายอาญามาตรา 215 เเละ 216 เมื่อปี 2550 ในการบุกบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ ย้ำว่าข้อหาเก่าๆก็จับได้ ตอนนี้นายจักรภพบิดเบือนเรื่องนี้
รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า ไม่ยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย แกนนำ นปช.ในข้อหาความผิดกฎหมายอาญามาตรา112หรือไม่ จะยืนยันเมื่อออกหมายจับแล้ว