"สำนักพุทธฯ"ชี้"พุทธอิสระ" ทำผิด จับสึกได้ทันที
04 ก.พ. 2557 | wanchat

4 ก.พ.57 - "สำนักพุทธฯ"ชี้ "พุทธอิสระ" ผิดพระธรรมวินัย-ทำผิดกฎหมาย จับสึกได้ทันที ยันไม่นิ่งนอนใจ ประสานทุกฝ่ายดำเนินแล้ว
ข่าว
04 ก.พ. 2557 | wanchat

4 ก.พ.57 - "สำนักพุทธฯ"ชี้ "พุทธอิสระ" ผิดพระธรรมวินัย-ทำผิดกฎหมาย จับสึกได้ทันที ยันไม่นิ่งนอนใจ ประสานทุกฝ่ายดำเนินแล้ว
เมื่อเวลา 9.30น. ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เมืองทองธานี ถ.แจ้งวัฒนะ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แถลงกรณีเมื่อวันที่ 1 ก.พ.หลวงปู่พุทธอิสระได้นำมวลชนปิดสำนักงานเขตหลักสี่ และมีเหตุวุ่นวาย จนมีกระแสข่าวว่าสำนักพุทธฯ ไม่มีการดำเนินการใดๆ อย่างจริงจังว่า หลวงปู่พุทธอิสระได้ร่วมกันชุมนุมและปิดสถานที่ราชการ ทางสำนักพุทธฯ ก็เกิดความไม่สบายใจ ทำหนังสือถึงเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม เพื่อให้ดำเนินการนิมนต์หลวงปู่พุทธอิสระไปว่ากล่าวตักเตือน เพราะไม่สมควรที่จะไปกระทำการร่วมกับการชุมนุม เพราะถือเป็นการทำผิดพระธรรมวินัย แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากหลวงปู่พุทธอิสระแต่อย่างใด ทางสำนักพุทธฯ จึงแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐมได้ประสานไปอีกครั้งหนึ่ง ล่าสุดจึงได้มีการแจ้งความดำเนินคดี โดยประชาชนที่เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมาย "ขณะนี้ทางคณะสงฆ์จึงร่วมกันสรุปว่า หลวงปู่พุทธอิสระได้ทำผิดพระธรรมวินัยของสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม (มส.) เนื่องจากได้ชุมนุมและชักชวนประชาชนให้ทำผิดกฎหมายและล่าสุดทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งหมายเรียกให้หลวงปู่พุทธอิสระมาให้ปากคำในข้อหากบฏ จึงถือว่าหลวงปู่ฯ มีความผิดทั้งธรรมวินัยและกฎหมายอย่างชัดเจน จึงขอชี้แจงว่าทางสำนักพุทธไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด" นายนพรัตน์ กล่าว เมื่อถามว่า ข้อกล่าวหาชัดเจน ทำไมจึงไม่ดำเนินการให้หลวงปู่สึกออกไป นายนพรัตน์ กล่าวว่า ในเรื่องการสึก มีกฎหมายรองรับชัดเจนมาก ถ้าพระรูปใดทำผิดกฎหมายอาญา เมื่อจับกุมแล้ว หากเห็นว่าไม่สมควรให้ประกันตัวจึงสามารถทำการสึกได้ทันที เมื่อถามต่อว่า ขณะนี้หลวงปู่ฯ อยู่ในกทม.ทำไมจึงไม่ดำเนินการจับกุม นายนพรัตน์ กล่าวว่า เป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะจับกุมตามพยานหลักฐาน ส่วนกระบวนการทางพระธรรมวินัย ทางคณะสงฆ์ยืนยันว่า หากกระทำผิดตามกฎหมายก็ถือว่าทำผิดตามพระธรรมวินัยด้วย จึงขอเรียนว่าสำนักพุทธฯ ไม่ได้มีอำนาจในการตัดสินใจ มีหน้าเพียงประสานระหว่างเจ้าคณะปกครองในกรุงเทพฯกับเจ้าคณะปกครองจังหวัดนครปฐมเท่านั้น