"ศอ.รส." แจงเหตุปะทะผู้ชุมนุม สนามไทย-ญี่ปุ่น
03 ม.ค. 2557 | wanchat

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 3 มกราคม - พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ในฐานะผู้อำนวยการ ศอ.รส. แจงเหตุปะทะผู้ชุมนุมสนามไทย-ญี่ปุ่น ตำรวจทำดีที่สุด
ข่าว
03 ม.ค. 2557 | wanchat

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 3 มกราคม - พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ในฐานะผู้อำนวยการ ศอ.รส. แจงเหตุปะทะผู้ชุมนุมสนามไทย-ญี่ปุ่น ตำรวจทำดีที่สุด
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ --- เมื่อเวลา 11.30 วันที่ 3 ม.ค. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการ ศอ.รส. แถลงข่าวกรณี การชุมนุมของกลุ่ม กปปส. และ ปคท. ที่ขัดขวางการจับสลากหมายเลขเพื่อรับเลือกตั้งพรรคการเมืองต่างๆ ณ อาคารกีฬาเวสน์ ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เมื่อวันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมา และเกิดการจลาจลขึ้น จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนถูกยิงด้วยอาวุธปืนได้รับบาดเจ็บ 11 นาย และเสียชีวิต 1 นาย นอกจากนี้ยังมีพลเรือนเสียชีวิต 1 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายคนนั้น รวมถึงรถของราชการถูกทำลายไปจำนวนมาก ซึ่งมีข้อสงสัยที่สังคมที่อยากจะสอบถามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2 ประเด็น คือ 1.ภาพบุคคลแต่งกายคล้ายตำรวจอยู่บนตึกสูงของกระทรวงแรงงานเป็นใคร และ 2. กรณีแต่งกายคล้ายตำรวจปราบจลาจลทุบทำลายรถนั้น พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ตนได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว และสามารถตอบข้อสงสัยของพี่น้องประชาชนได้ดังนี้คือ 1.ภาพกลุ่มชายฉกรรจ์แต่งกายคล้ายตำรวจบนตึกสูงกระทรวงแรงงานนั้นเป็นภาพของตำรวจปราบจลาจลขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่สังเกตการณ์เพื่อใช้แก๊สในการยับยั้งการบุกรุกเข้ามาของผู้ชุมนุมทางยุทธวิธี โดยไม่มีอาวุธประการใด กรณีที่ 2.ภาพปรากฏทางโซเชี่ยลมีเดียที่กลุ่มชายแต่งกายคล้ายตำรวจปราบจลาจลได้ทุบทำลายรถนั้น จากการตรวจสอบพบว่า เป็นตำรวจจริง พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวต่อว่า เหตุผลความจำเป็นของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ ณ ขณะนั้นสถานการณ์มีความรุนแรงขึ้น มีกลุ่มผู้ชุมนุมได้รุกไล่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปในพื้นที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เจ้าหน้าที่ได้ถอยร่นเข้าไปในแนวป้องกันสุดท้าย แต่ผู้ชุมนุมยังคงรุกเข้าไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงใช้อาวุธปืนยิงเข้ามายังเจ้าหน้าที่ และมีการทุบทำลายรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจจนเกิดความเสียหาย ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ปรับแนวป้องกัน และรุกไล่กลับเพื่อที่จะจับกุม ซึ่งเจ้าหน้าที่เห็นว่ามีผู้ชุมนุมกลุ่มหนึ่งได้หลบเข้าไปในรถคันดังกล่าว จึงได้เข้าไปเพื่อที่จะจับกุม จึงดูเหมือนกิริยาที่เข้าไปเหมือนการทุบรถ ซึ่งการรุกไล่ในครั้งนั้น เจ้าหน้าที่ไม่มีอาวุธแต่อย่างใด มีเพียงโล่และกระบองติดตัวเท่านั้น พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะรองผู้อำนวยการ ศอ.รส. แถลงว่า ในวันนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ณ อาคารกีฬาเวสน์ ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ซึ่งจากการข่าวมีความชัดเจนว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมประกาศตัวจะเดินทางไปขัดขวางเพื่อมิให้คณะกรรมการการเลือกตั้งปฏิบัติหน้าที่รับสมัครของพรรคการเมืองได้ และนอกจากนี้ยังมีกลุ่มมวลชนบุกรุกเข้าไปและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่คณะกรรมการการเลือกตั้งตลอดมา "ในวันนั้นเมื่อผมได้รับมมอบหมายหน้าที่แล้ว จึงได้มีการวางแผน ด้วยการวางกำลัง 16 กองร้อยตามจุดต่างๆ ซึ่งสนามกีฬามีทั้งหมดต่อเนื่อง 6 ประตู และยังมีพื้นที่ต่อเนื่องบางส่วนจากกระทรวงแรงงานซึ่งสามารถผ่านและเข้ามายังสนามกีฬาได้ โดยวางกำลังไว้ 1 กองร้อย ซึ่งแต่ละพื้นที่จะได้มีการวางแผนการจัดวางกำลังเพื่อการป้องกันการบุกรุกพื้นที่ ในส่วนของการวางกำลังบนตึก 3 ชั้น สูง 12 เมตร ของกระทรวงแรงงานนั้น เพื่อสามารถสังเกตการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมได้อย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความผิดพลาด ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามยุทธวิธี เพราะฉะนั้นกำลังทั้ง 10 นายที่จัดขึ้นไป ป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะคอยสังเกตการณ์และอุปกรณ์พิเศษในการควบคุมฝูงชน ซึ่งประกอบด้วย แก๊สน้ำตาชนิดขว้างและชนิดยิง กระสุนยาง ซึ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้ได้รับการฝึกฝนการใช้มาเป็นอย่างดี ซึ่งในวันนั้นภายหลังจากได้รับมอบหมายภารกิจแล้ว สามารถนำคณะกรรมการการเลือกตั้งไปปฏิบัติหน้าที่ได้ ในเบื้องต้นสามารถรับสมัครได้ 30 พรรค และจับฉลากเลือกหมายเลขพรรค"พล.ต.อ.วรพงษ์ กล่าว สำหรับประเด็นคำถามที่ว่า เมื่อจับฉลากเสร็จแล้วทำไมตำรวจไม่ยอมถอนกำลัง พล.ต.อ.วรพงษ์ กล่าวว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งยังคงเปิดรับสมัครจนถึงเวลา 16.30 น. ทางตำรวจจึงยังคงกำลังไว้เพื่อคุ้มครองให้คณะกรรมการการเลือกตั้งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนถึงเวลาปิดรับสมัคร และผลจากการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปของตำรวจทำให้วันนั้นมีพรรคการเมืองสมารถมาลงสมัครรับเลือกตั้งได้เพิ่มเติมอีก 8 พรรคการเมือง ซึ่งระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ต่อนั้นได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมได้บุกรุกเข้ามาพร้อมขว้างประทัดยักษ์ และก้อนหินเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมกันนี้ยังไขข้อสงสัยถึงกรณีที่มีผู้สังเกตว่าทำไมถึงยังมีการยิงแก๊สน้ำตาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง พล.ต.อ.วรพงษ์ อธิบายพร้อมยืนยันว่า แก๊สน้ำตาชนิดขว้างจะไม่มีเสียง ส่วนแก๊สน้ำตาชนิดยิงจะมีเสียงเฉพาะบริเวณปลายกระบอกปืนที่ยิงเท่านั้น เมื่อไปฝั่งผู้ชุมนุมจะไม่มีเสียงเช่นกัน ซึ่งเสียงที่ได้ยินอย่างต่อเนื่องในวันนั้นยืนยันว่าเป็นเสียงจากประทัดยักษ์ที่กลุ่มผู้ชุมนุมขว้างเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นระยะ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุซึ่งยังคงเป็นเยาวชน ให้การรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างวันละ 500 บาท พร้อมประทัดยักษ์จำนวนหนึ่ง เพื่อมาสร้างสถานการณ์ ตำรวจไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มต้น แต่เป็นเพียงผู้รักษาพื้นที่เท่านั้น มีเพียง โล่ กระบอง แก๊สน้ำตา และกระสุนยางเท่านั้น ด้าน พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษาสัญญาบัตร 10 (สบ10) กล่าวว่า ผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานกรณีที่มีผู้เสียชีวิต 2 ราย คือ ดาบตำรวจ ณรงค์ ปิติสิทธิ์ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ควบคุมฝูงชนในวันนั้น และ นายวสุ ฉันทบุตร ผู้ชุมนุม กปปส. ซึ่งนายวสุ ถูกยิงในเวลา 12.58 น. ซึ่งได้หลักฐานจากคลิปวีดิโอโทรศัพท์มือถือจากญาติผู้เสียหาย ในส่วนของ ดาบตำรวจณรงค์ นั้น จากการดูคลิปวีดีโอเปรียบเทียบกับที่เกิดเหตุ และจากการสอบปากคำพยานซึ่งเป็นเพื่อนตำรวจที่นั่งอยู่กับ ดาบตำรวจณรงค์ บริเวณต้นไม้หลังจากมีการถอยร่น ซึ่งดาบตำรวจณรงค์ นั่งอยู่ในลักษณะย่อตัวต่ำ และถูกยิงจากกระสุนปืนเข้าที่บริเวณหน้าอกด้านขวา ทิศทางจากหน้าไปหลัง และขวาไปซ้าย เป็นมุมกด 15 องศา (มุมที่ตรวจจากศพ) ซึ่งจากการตรวจสอบสถานที่คาดว่า น่าจะเป็นการยิงปืนมาจากบริเวณประตู 3 บริเวณซอกรั้ว จึงได้ตรวจสอบพบหัวกระสุนขนาด .32 ซึ่งเป็นขนาดเดียวกันกับที่พบบนศพของ ดาบตำรวจณรงค์ พล.ต.อ.จรัมพร กล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบรอยกระสุนปืนบริเวณเสารั้ว จึงใช้น้ำยาเคมีทดสอบปรากฏว่ารอยที่เกิดขึ้นเป็นรอยที่เกิดจากตะกั่ว เป็นทิศทางจากด้านนอกเข้าสู่ด้านใน ซึ่งสอดรับกับวิถีกระสุนและมีทิศทางมุ่งตรงไปที่บริเวณ ดาบตำรวจ ณรงค์ นั่งอยู่ ส่วนกรณีของ นาย วสุ ฉันทบุตร ตำรวจได้หลักฐานจากกล้องในโทรศัพท์ไอโฟน จากผู้ที่ไปชุมนุมด้วยกันและรู้จักกับนายวสุ ซึ่งนายวสุ ถูกยิงในเวลา 12.58 น. บริเวณหน้าอาคารสูง 12 ชั้น ยังไม่เสียชีวิตทันที และได้มาพักหลบพิงที่บริเวณเสา ซึ่งยังคงมีคราบเลือดติดอยู่ โดยวันที่ตนลงตรวจสถานที่เกิดเหตุ ได้มีญาติและเพื่อนของ นายวสุ ได้เข้าไปดูการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งทางญาติของนายวสุ ต้องการให้ มีการตรวจสอบจากมุมสูง ที่จอดรถ ซึ่งญาติของนายวสุ ได้ร่วมตรวจสอบสถานที่ต่างๆร่วมกับตำรวจอย่างใกล้ชิด ซึ่งในขณะนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ทราบวิถีกระสุน เนื่องจากศพของ นายวสุ ไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งในวันแรกยังไม่สามารถตรวจพบหัวกระสุน จากการชันสูตรศพของนาย วสุ พบว่ากระสุนยิงเข้าบริเวณลิ้นปี่ทะลุด้านหลังเป็นแนวขนาน ประกอบกับการตรวจสถานที่เกิดเหตุหลายครั้งเพื่อให้มีความมั่นทั้งนี้ตำรวจได้กระจายกำลังปูพรมตรวจหาหัวกระสุน จนกระทั่งวานนี้ได้ตรวจพบหัวกระสุน 1 หัว ขนาด 9 มิลลิเมตร ซึ่งสอดรับกับขนาดบาดแผลบนร่างของ นายวสุ พล.ต.อ.จรัมพร ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าหัวกระสุนดังกล่าวเป็นหัวกระสุนที่เจาะทะลุร่าง นายวสุ หรือไม่ ขณะนี้ได้ส่งตรวจพิสูจน์ DNA ที่ติดอยู่กับหัวกระสุนแล้ว ว่าจะตรงกับของนายวสุ หรือไม่ พร้อมกันนี้ พลตำรวจเอก จรัมพร ยังได้ยืนยันหนักแน่นว่า เจ้าหน้าที่บนตึกสูง 12 เมตร ภายในกระทรวงแรงงาน ไม่สามารถยิงมายังจุดที่ ดาบตำรวจ ณงค์ และ นายวสุ ถูกยิงเสียชีวิตได้ เนื่องจากเป็นมุมที่มองไม่เห็น เนื่องจากมีตึกสูงบังไว้ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดพิสูจน์หลักฐานตรวจพิสูจน์วิ๔กระสุนอีกครั้ง เพื่อให้เกิดความแม่นยำในการคลี่คลายคดี