หมอยง เผยความรู้ "ฝีดาษลิง" แพร่สู่มุนษย์ เป็นไปได้ยาก และ น่ากลัวกว่า "ฝีดาษคน" พร้อมเผยกระบวนการสู้โรคร้ายในอดีตด้วยการ "ปลูกฝี" ก่อนจะยุติไปหลังสามารถควบคุมการระบาดได้

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

21 พฤษภาคม 2565 ความคืบหน้ากรณี  “หมอยง” ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุถึง “ฝีดาษลิง” มีมานานนับสิบปี การติดต่อของโรคยาก ต้องสัมผัสฝีหนองและสารคัดหลั่ง 

 

ล่าสุด หมอยง ออกมาโพสต์ข้อความผ่าน เพจเฟซบุ๊ก "Yong Poovorawan" ในหัวข้อ "ฝีดาษวานร  การปลูกฝีป้องกันฝีดาษในอดีต" มีรายละเอียดดังนี้..

 

ขอพูดซ้ำอีกครั้ง การเรียกฝีดาษวานร เพื่อเป็นเกียรติให้กับศาสตราจารย์นายแพทย์ประเสริฐ ทองเจริญ ที่ใช้เรียกชื่อนี้มามากกว่า 10 ปี

ไวรัสในตระกูลฝีดาษ Poxvirus ทำให้เกิดโรคทั้งในมนุษย์  และในสัตว์หลายชนิดเช่น วัว ลิง นกและไก่ ฝีดาษวัว ก็ข้ามมายังคนได้

ตัวอย่างเช่นหญิงรีดนม ที่ติดฝีดาษวัว ในสมัยคุณหมอเอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ กว่า 200 ปีที่แล้ว ที่คุณหมอเจนเนอร์ พบว่า หญิงรีดนมที่ติดฝีดาษวัว แล้วเมื่อเกิดการระบาดของโรคฝีดาษคน หญิงรีดนมคนนี้ไม่ติดโรคฝีดาษ จึงเป็นที่มาของการเอาเชื้อฝีดาษวัว มาปลูกให้กับคนแล้วสามารถป้องกันฝีดาษของคนได้ โดยที่คนติดฝีดาษวัว เป็นเพียงแค่ตุ่มหนองเล็กๆตุ่มหนึ่งเท่านั้น และก็หายไปโดยที่แผลเป็นไว้

โรคสุกใส (Chicken pox) เป็นไวรัสคนละตัว ไม่เกี่ยวข้องกันเลย  

ไวรัสในกลุ่มฝีดาษวานร ฝีดาษวัว ฝีดาษคน มีความคล้ายคลึงกันมาก ดังนั้น การปลูกฝีป้องกันฝีดาษวัว ป้องกันฝีดาษคนได้ และยังพบว่า น่าจะป้องกันฝีดาษวานรได้ด้วย

 

ประเทศไทย แต่เติม ปลูกฝีให้กับทุกคน โดยเฉพาะตั้งแต่แรกเกิด และโรคนี้สามารถควบคุมได้ และหมดไป จึงเลิกการปลูกฝีในประเทศไทย ประมาณปี พศ 2517 เป็นต้นมา  และองค์การอนามัยโลกประกาศว่าฝีดาษหมดไปในปีพ.ศ 2523  และทั่วโลกก็เลิกปลูกฝีตั้งแต่นั้นมา 

 

ประชากรไทยที่เกิดก่อนปี 2517  เกือบทุกคนมีการปลูกฝี หรือสังเกตได้จากการมีแผลเป็นของการปลูกฝี เป็นแผลเป็นที่แบนราบ แต่เรายังมีการให้วัคซีน BCG ป้องกันวัณโรค ซึ่งแผลเป็นของวัคซีนป้องกันวัณโรคจะมีลักษณะนูนกว่า