นายวิเศษให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีกะเพราที่หลากหลาย ทั้งกะเพราเขียว กะเพราแดง และพันธุ์ในแต่ละท้องถิ่น จากการรวบรวมพบมากกว่า 300 สายพันธุ์ ซึ่งยังคงมีอยู่และสามารถพัฒนาต่อยอดได้ การมีพันธุ์ใหม่จึงเป็นการเพิ่มทางเลือก โดยไม่ได้ทำให้พันธุ์เดิมหายไปหรือไม่ได้ทำให้เกษตรกรต้องเปลี่ยนมาใช้พันธุ์ของบริษัท
พัฒนาเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบอาหาร ไม่ได้ดำเนินธุรกิจขายเมล็ดพันธุ์กะเพรา
นายวิเศษระบุว่า ปัจจุบันบริษัทไม่ได้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ต้นกล้า หรือกะเพราพันธุ์ดังกล่าวในตลาดทั่วไป และไม่มีการวางขายตามแผงค้าทั่วไป เป้าหมายของการพัฒนาคือการมีวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ความปลอดภัย และคุณลักษณะเหมาะกับอาหารของบริษัท ขณะที่ปริมาณการผลิตยังต้องรองรับความต้องการใช้ภายในห่วงโซ่อุปทาน
การเพาะปลูกประกอบด้วยแปลงต้นแบบของบริษัทและการทำงานร่วมกับเครือข่าย “เกษตรกรคู่ชีวิต” ซึ่งเกษตรกรจะได้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องพันธุ์และวิธีเพาะปลูก ก่อนส่งผลผลิตกลับเข้าสู่โรงงาน โดยการมีแหล่งปลูกรายรอบโรงงานช่วยให้สามารถส่งกะเพราสดเข้าสู่กระบวนการผลิตได้อย่างรวดเร็ว
“ที่เรียกว่าคู่ชีวิตก็คือ เราอยู่ได้ด้วยเขา เขาอยู่ได้ด้วยเรา เราก็ไปด้วยกัน” นายวิเศษกล่าว
ในประเด็นที่กังวลว่าเกสรจากแปลงปลูกอาจไปผสมกับกะเพราในพื้นที่อื่น นายวิเศษอธิบายว่า การฟุ้งกระจายของเกสรไม่ใช่เรื่องเดียวกับการนำเมล็ดพันธุ์ไปปลูก และหากเกิดการผสมกันจริงเมล็ดที่ได้จากการผสมเกสรกับกะเพราพันธุ์อื่น ก็จะเกิดการกลายพันธุ์ ดังนั้น หากเกษตรกรนำไปปลูก ก็ไม่ได้ถือว่าละเมิดสิทธิ์แต่อย่างใด จึงไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้
เริ่มจากโจทย์ผู้บริโภคและเกษตรกร ใช้เวลากว่า 10 ปีพัฒนาองค์ความรู้
นายวิเศษกล่าวว่า การวิจัยและพัฒนาต้องใช้เวลาและความอุตสาหะของนักวิจัย การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของนักวิจัย ถือเป็นกระบวนการปกติ บริษัทเริ่มพัฒนาองค์ความรู้ด้านกะเพรามากว่า 10 ปี จากประสบการณ์ผลิตข้าวกะเพราซึ่งพบว่า วัตถุดิบแต่ละพันธุ์มีกลิ่น รส และลักษณะใบแตกต่างกัน จึงต้องการพัฒนาพันธุ์ให้ตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคและเกษตรกร
ในด้านผู้บริโภค โจทย์คือกลิ่นและรสกะเพราที่ชัดเจน รวมถึงลักษณะใบที่เหมาะกับการปรุงอาหาร เพราะใบขนาดเล็กเมื่อผ่านการผัดอาจหดและม้วนตัวจนมองเห็นได้น้อย การพัฒนาใบให้มีขนาดเหมาะสมจึงเกี่ยวข้องทั้งกับรสชาติและรูปลักษณ์อาหาร ขณะที่ในด้านเกษตรกร ขนาดใบและน้ำหนักผลผลิตเป็นปัจจัยที่มีผลต่อผลผลิตต่อแปลงและโอกาสสร้างรายได้
การพัฒนากะเพรา 4 สายพันธุ์นี้ดำเนินงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองในปี 2567 นายวิเศษอธิบายว่า การยื่นจดทะเบียนต้องเป็นพันธุ์พืชใหม่เท่านั้น โดยกะเพราที่มีอยู่ทั่วไปไม่สามารถนำมายื่นขอคุ้มครองสิทธิได้อยู่แล้ว
เกษตรกรร่วมสร้างความรู้ ตั้งแต่พันธุ์จนถึงวิธีเก็บเกี่ยว
นายวิเศษกล่าวว่า งานวิจัยไม่ได้สิ้นสุดเมื่อได้พันธุ์ใหม่ แต่ต้องพัฒนาวิธีปลูกและการจัดการแปลงควบคู่กัน โดยเกษตรกรมีบทบาทเป็นผู้ร่วมเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับความรู้จากบริษัท
“หลาย ๆ ครั้งที่เราไปในแปลงปลูก อาจารย์ของเราคือเกษตรกรด้วยกัน” นายวิเศษกล่าว พร้อมอธิบายว่า เกษตรกรแต่ละพื้นที่มีบทเรียนและองค์ความรู้ที่นำมาแลกเปลี่ยนกันได้ และบริษัทก็เรียนรู้จากเครือข่ายดังกล่าวด้วย
จากประสบการณ์ในระบบการปลูกของเครือข่าย นายวิเศษระบุว่า สามารถตัดเก็บกะเพราได้ประมาณ 20 ครั้งก่อนรื้อแปลง ขณะที่พันธุ์เดิมบางกรณีอาจเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 8–9 ครั้ง โดยผลที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับทั้งพันธุ์และกระบวนการเพาะปลูก จึงต้องพิจารณาร่วมกับสภาพแปลงและการจัดการ ไม่ใช่อาศัยชื่อพันธุ์เพียงอย่างเดียว
คุ้มครองงานวิจัยควบคู่กับการสร้างประโยชน์ให้สังคม
นายวิเศษกล่าวว่า การวิจัยต้องใช้บุคลากร งบประมาณ เวลา และความเชี่ยวชาญ การมีระบบคุ้มครองผลงานจึงเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยให้ผู้พัฒนาได้รับการยอมรับและมีแรงจูงใจลงทุนต่อเนื่อง รวมถึงช่วยดูแลประโยชน์จากผลงานของนักวิจัยไทย อย่างไรก็ตาม การคุ้มครองมีเงื่อนไข ขอบเขต และระยะเวลา ไม่ได้เป็นสิทธิที่ครอบคลุมทุกพันธุ์โดยไม่จำกัด
การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ยังเป็นกลไกที่ใช้กับพืชอีกหลายชนิด เช่น ผลไม้และปาล์ม ไม่ได้มีเฉพาะกะเพรา และมีทั้งหน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย และเอกชนที่พัฒนาพันธุ์ใหม่ โดยนายวิเศษกล่าวถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งมีการจดทะเบียนพันธุ์กะเพราของมหาวิทยาลัยด้วย
ขณะเดียวกัน เขาเห็นว่าความสมดุลต้องเริ่มจากการตั้งโจทย์ให้งานวิจัยสร้างประโยชน์ต่อประเทศ ผู้บริโภค เกษตรกร และชุมชน ไม่กระทบความเป็นอยู่หรือทำลายคุณค่าดั้งเดิมของผู้คน และไม่จำกัดผลประโยชน์ไว้กับผู้วิจัยเพียงฝ่ายเดียว
เชื่อมรัฐ–เอกชน–มหาวิทยาลัย ยกระดับเกษตรไทย
นายวิเศษระบุว่า ประเทศไทยมีนักวิจัยที่มีความสามารถและมีความหลากหลายทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างมูลค่าเพิ่ม ประเทศอย่างญี่ปุ่น สิงคโปร์ และจีน เป็นตัวอย่างที่สะท้อนบทบาทของการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาต่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม
สำหรับซีพีแรม นอกจากความร่วมมือด้านกะเพรากับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว บริษัทยังมีความร่วมมือด้านวิจัยกับหน่วยงานอื่น ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. และมหาวิทยาลัยมหิดล ตลอดจนพันธมิตรภาครัฐและเอกชน โดยแต่ละความร่วมมือมีโจทย์และขอบเขตแตกต่างกัน