เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : เบื้องหลังม็อบปล้นแบรนด์เนม "ปล้นง่าย...แต่ขายยาก" ความสูญเสียที่ประเมินไม่ได้ของปารีส

19 ต.ค. 2569 | NATESAIY

STORY : เบื้องหลังม็อบปล้นแบรนด์เนม "ปล้นง่าย...แต่ขายยาก" ความสูญเสียที่ประเมินไม่ได้ของปารีส

คลื่นการประท้วงที่กลายพันธุ์เป็นการก่อจลาจลปล้นสะดมร้านแบรนด์เนมหรูในฝรั่งเศส นำไปสู่ปัญหาที่ซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น... เพราะแม้ฝูงชนจะกวาดสินค้าหลักล้านไปได้ในพริบตา แต่กระเป๋าใบละหลายแสนเหล่านั้น กลับไม่ได้แลกเป็น "เงินสด" ได้ง่ายอย่างที่พวกหัวขโมยคิด! .

กระเป๋าถือ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง และนาฬิกาหรู ตกเป็นเป้าหมายหลักของการปล้นสะดมท่ามกลางคลื่นการประท้วงรุนแรงที่สั่นสะเทือนฝรั่งเศส ผู้ที่ทำงานในร้านค้าแฟชั่นชั้นสูงระบุว่า กลุ่มคนร้ายเพียงกลุ่มเดียวสามารถกวาดขโมยสินค้ามูลค่าหลายล้านยูโรได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที!

สถานการณ์ความไม่สงบ ส่งผลให้ร้านค้าหลายแห่ง รวมถึงร้านบูติกแฟชั่นหรูในปารีส ตกเป็นเป้าหมายของการทำลายทรัพย์สิน คลิปวิดีโอที่แพร่สะพัดในโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นภาพฝูงชนสวมหน้ากากบุกทะลวงเข้าไปในร้านแบรนด์เนมระดับโลก ทั้ง Hermes, Apple, Louis Vuitton, Celine และ Rolex ซึ่งสินค้าแต่ละชิ้นที่ถูกขโมยไปอาจมีมูลค่าสูงหลายพัน หรือเหยียบหลักหมื่นดอลลาร์

ความวุ่นวายไม่ได้หยุดแค่ในปารีส ที่ซึ่งหน้าร้านค้าและรถยนต์ถูกจุดไฟเผา แต่การปล้นสะดมยังลุกลามไปยังย่านช้อปปิ้งหรูในเมืองมาร์กเซย์ ที่ร้าน Hermes และ Rolex ตกเป็นเป้าหมาย เช่นเดียวกับถนนแซงต์-แคทเธอรีนในเมืองบอร์กโดซ์ รวมถึงแอปเปิลสโตร์ในเมืองลีลล์ที่ถูกทุบและปล้นจนเกลี้ยง
 


🔵 [ของหายาก: ปล้นได้...แต่หาเงินสดไม่ได้ง่ายๆ] 


นักวิเคราะห์ชี้ว่า การ "จงใจ" ปล้นครั้งนี้มีความซับซ้อนซ่อนอยู่ เพราะมูลค่าของสินค้าแบรนด์หรูไม่ได้อยู่ที่ราคาบนป้าย โดยเฉพาะสินค้าหายากระดับ Limited Edition

"ทิมโมธี" พนักงานร้านบูติกหรูแห่งหนึ่ง ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า การซื้อกระเป๋า Hermes Birkin ไม่ใช่เรื่องง่ายประเภทที่มีเงินหมื่นยูโร เดินเข้าไปจ่ายเงินแล้วจะได้ของกลับบ้าน เพราะสินค้ามีจำนวนจำกัดมาก หาก Birkin รุ่นหายากถูกขโมย ทางร้านอาจไม่สามารถหาของมาทดแทนได้ในทันที

แต่นั่นก็ "ไม่ได้หมายความว่า พวกโจรจะสามารถเปลี่ยนสินค้าแบรนด์เนมเป็นเงินสดได้อย่างง่ายดาย"

เหตุผลสำคัญคือ แบรนด์สินค้าหรูมักมี "ระบบระบุตัวตนและข้อมูลผลิตภัณฑ์" (Serial Numbers/ID) เมื่อเกิดการโจรกรรม เจ้าของร้านจะส่งข้อมูลสินค้าที่หายให้ตำรวจและบริษัทประกันภัยทันที ในตลาดมือสอง ผู้ค้าปลีกมักเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบ "แหล่งที่มา" ของสินค้าที่มีมูลค่าสูง

ดังนั้น หากมีใครพยายามนำกระเป๋า Birkin มาขายหั่นราคาเพียงครึ่งเดียวโดยอธิบายที่มาไม่ได้ ธุรกรรมนั้นจะนำมาซึ่งข้อสงสัยและถูกจับกุมในทันที สรุปง่ายๆ คือ ของที่ขโมยมาอาจมีมูลค่าสูงลิบในทางเอกสาร แต่การแปลงเป็นเงินสดโดยไม่ให้ถูกจับได้... เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้!


🔵 [กระจกนิรภัย vs ฝูงชนคลุ้มคลั่ง] 


คำถามที่หลายคนสงสัยคือ เหตุใดร้านบูติกหรูที่ขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยระดับสูง ถึงถูกเจาะไข่แดงได้ง่ายดาย?

ทิมโมธีอธิบายว่า ประตูกระจกร้านค้าหรูมักทำจากวัสดุป้องกันหลายชั้น ติดฟิล์มพิเศษ และบางแห่งมีประตูม้วนโลหะเสริม แต่ความจริงคือ "ไม่มีกระจกบานใดที่แตกหักไม่ได้ เมื่อฝูงชนบุกโจมตีอย่างไม่ลดละด้วยเจตนาที่ชัดเจน"

ครั้นจะให้พนักงานเก็บกระเป๋า รองเท้า และเสื้อผ้าแฟชั่นหลายพันชิ้นเข้าไปในตู้นิรภัยทุกคืน แล้วนำมาจัดเรียงใหม่ทุกเช้า ก็เป็นภาระงานที่เกินจริง ร้านค้าจึงเลือกเก็บเฉพาะ "สินค้ามูลค่าสูงเป็นพิเศษ" เข้าพื้นที่ปลอดภัยหลังปิดร้านเท่านั้น

ในยามเกิดเหตุจลาจล กฎเหล็กสูงสุดคือ "การปกป้องลูกค้าและพนักงาน" พนักงานขายและรปภ. ไม่มีหน้าที่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อปกป้องทรัพย์สิน และในสถานการณ์ที่ตำรวจต้องรับมือกับจุดเกิดเหตุพร้อมกันทั่วเมือง เจ้าของร้านจึงไม่สามารถคาดหวังให้ตำรวจมาคุ้มครองร้านของตนได้ทุกแห่ง


🔵 [วิบากกรรมประกันภัย และบาดแผลของรายย่อย] 


สำหรับการปล้นสินค้าประเภทความงาม น้ำหอมขวดละ 100-200 ยูโร หรือครีมกระปุกละหลายร้อยยูโร เมื่อถูกขโมยเป็นจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายอาจพุ่งแตะหลักหมื่นยูโรได้สบายๆ ซ้ำร้ายสินค้าที่ถูกทิ้งไว้ หากบรรจุภัณฑ์เสียหายก็ไม่อาจนำมาขายต่อได้

ในขณะที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่อาจมีสายป่านทางการเงินยาวพอที่จะทนต่อการปิดร้านเพื่อซ่อมแซมหน้าร้าน อัปเกรดระบบความปลอดภัย และจ่ายเงินเดือนพนักงานระหว่างหยุดทำการ แต่ "ประกันภัย" ก็ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะจ่ายค่าชดเชยให้ในทันที กระบวนการตรวจสอบสินค้า ประเมินมูลค่า ทบทวนเงื่อนไขสัญญา (โดยเฉพาะเงื่อนไขความคุ้มครองกรณีจลาจล) อาจต้องใช้เวลานานแสนนาน

ทิมโมธีเชื่อว่า แบรนด์อย่าง Louis Vuitton หรือ Hermes คงไม่ยอมละทิ้งถนนสายหลักในปารีสเพียงเพราะเหตุการณ์นี้ เพราะปารีสยังคงเป็นเมืองหลวงแฟชั่นที่ดึงดูดลูกค้าผู้มั่งคั่งจากทั่วโลก แบรนด์ใหญ่สามารถเพิ่มงบความปลอดภัยและซื้อประกันที่รัดกุมขึ้นได้

แต่สำหรับ "ธุรกิจขนาดเล็ก" นี่คือฝันร้าย พวกเขาไม่มีทรัพยากรมากพอที่จะแบกรับค่าซ่อมแซมและรอเงินประกันได้ไหว หลังเหตุการณ์ปล้นสะดมที่น่าตกใจ ความเสียหายจึงไม่ได้วัดแค่เพียงมูลค่าของกระเป๋าหรือเครื่องสำอางที่หายไป... แต่เบื้องหลังเศษกระจกที่แตกละเอียด คือแรงกดดันทางการเงินที่อาจชี้เป็นชี้ตาย นำไปสู่ "การล้มละลาย" ของธุรกิจที่สายป่านไม่ยาวพอ!

ข่าวล่าสุด