เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : ความจริงที่โหดร้าย... เมื่อ "ลูกรัก" อาจกลายเป็นเหยื่อขบวนการ "ลูกลัก" ข้ามชาติ

12 ก.ค. 2569 | NATESAIY

STORY : ความจริงที่โหดร้าย... เมื่อ "ลูกรัก" อาจกลายเป็นเหยื่อขบวนการ "ลูกลัก" ข้ามชาติ

"สำหรับผม มันคือรักแรกพบเลยครับ" ประโยคนี้คือความรู้สึกของคู่สามีภรรยาชาวสิงคโปร์ที่ตกหลุมรักทารกน้อยตั้งแต่แรกเห็น แต่ใครจะคิดว่าเด็กที่พวกเขาเชื่อว่าโชคชะตากำหนดให้มาเป็นลูก กลับกลายเป็นหนึ่งในเหยื่อของ "วงจรการค้าทารกข้ามชาติ" อันน่าสะพรึงกลัว

เรื่องราวสุดสะเทือนใจนี้ตีแผ่ให้เห็นถึงช่องโหว่ของระบบรับอุปการะบุตรบุญธรรม และตลาดมืดในอินโดนีเซีย ที่ความยากจนบีบบังคับให้สายเลือดต้องถูกตีตราเป็นสินค้า

 

🔵 [จาก "ลูกรัก" สู่ความจริงที่แสนเจ็บปวด]

 

เดวิดและแอลลี (นามสมมติ) ฝันอยากมีลูกมาตลอด แต่หลังจากการแท้งลูกหลายครั้งและคิวรอรับบุตรบุญธรรมในสิงคโปร์ที่ยาวเหยียด (พวกเขาได้คิวที่ 142) ทั้งคู่จึงหันไปใช้บริการเอเจนซี่ที่เชี่ยวชาญการจัดหาทารกจากอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นทางเลือกฮิตของชาวสิงคโปร์

 

เมื่อได้วิดีโอคอลเห็นหน้า "มาร์คัส" ทารกน้อยที่ส่งยิ้มให้ผ่านกล้อง ทั้งคู่ตกลงจ่ายเงินหลายหมื่นดอลลาร์เป็นค่าธรรมเนียมและ "เงินสินน้ำใจ" ให้แม่ผู้ให้กำเนิด ไม่กี่เดือนต่อมา มาร์คัสก็เข้ามาเติมเต็มคำว่า "ครอบครัว" ในสิงคโปร์

 

แต่ฝันร้ายก็มาเยือน เมื่อขั้นตอนสุดท้ายในการยื่นขอสัญชาติสิงคโปร์ให้มาร์คัส "ถูกระงับ" เจ้าหน้าที่แจ้งข่าวร้ายว่า มาร์คัสอาจถูกนำตัวเข้ามาผ่านขบวนการค้ามนุษย์!

 

"นั่นคือตอนที่ผมระเบิดอารมณ์ออกมา ผมถามว่าพวกคุณไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดหรือ? พวกคุณให้เราผ่านกระบวนการที่เข้มงวดมาตลอด แต่ทำไมปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น?" เดวิดกล่าวด้วยความอัดอั้น

🔵 [เปิดโปงเครือข่าย "ลูกลัก" ปลอมแปลงเอกสารแนบเนียน]

 

คดีนี้โยงใยไปถึงการทลายเครือข่ายค้ามนุษย์ในจังหวัดชวาตะวันตก อินโดนีเซีย ซึ่งมีผู้ถูกดำเนินคดีถึง 19 คน (ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง) โดยมี "หลี่ ซิ่ว หลวน" หญิงชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีนเป็นหัวหน้าขบวนการ

 

⛔กระบวนการสุดแยบยล: ขบวนการนี้จะหว่านล้อมพ่อแม่ผ่านโซเชียลมีเดียให้ยกลูกให้ จากนั้นนำทารกไปพักในเซฟเฮาส์ จ้างพี่เลี้ยงดูแล และที่ร้ายกาจที่สุดคือ "การว่าจ้างคนปลอมสูติบัตรและเอกสารรับบุตรบุญธรรม" ให้ดูถูกกฎหมาย

⛔สร้างตัวละครจัดฉาก: มีการจ้างคนมาสวมรอยเป็น "แม่ผู้ให้กำเนิด" เพื่อวิดีโอคอลพูดคุยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับว่าที่พ่อแม่ชาวสิงคโปร์

⛔สนนราคาชีวิต: มีทารกอย่างน้อย 4 รายที่ถูกส่งให้ผู้ติดต่อชาวสิงคโปร์ โดยมีราคาซื้อขายไม่ต่ำกว่า 18,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 465,000 บาท) ต่อคน

 

จากการสืบสวนตามรายงานของ BBC พบหลักฐานชัดเจนว่า "ชื่อภาษาอินโดนีเซียของมาร์คัส" ปรากฏอยู่ในรายชื่อเหยื่อ และหญิงที่ถูกจับกุมฐานสวมรอยเป็นแม่ ก็คือคนเดียวกับที่มีชื่อในเอกสารรับบุตรบุญธรรมของมาร์คัส

🔵 [ตลาดมืดค้าทารก: ความจนบังคับ หรือตั้งใจขาย?]

 

การเติบโตของตลาดค้าทารก (พุ่งขึ้นเกือบ 3 เท่าในรอบ 4 ปี) มีรากฐานมาจากปัญหาเศรษฐกิจ พ่อแม่บางคนถูกหลอก แต่บางคนก็ "เต็มใจขาย" เพราะความยากจน

 

จุดเริ่มต้นของการทลายเครือข่ายนี้ มาจากคดีของ ดานี ฮิดายัต ชายที่ล้มละลายและไม่มีเงินทำคลอดลูกคนที่ 5 เขาตกลงยกลูกให้หญิงนายหน้าผ่านเฟซบุ๊กเพื่อแลกกับเงิน 7 ล้านรูเปียห์ (ราว 13,000 บาท) เพื่อนำไปเป็นค่ารักษาพยาบาลภรรยา

 

ฮิดายัตได้รับเงินก้อนแรกมา 5 ล้านรูเปียห์ แต่เมื่อทวงเงินงวดที่สองไม่สำเร็จ เขาจึงตัดสินใจไปแจ้งความตำรวจโดยแต่งเรื่องว่า "ลูกถูกลักพาตัว"

 

เมื่อตำรวจเข้าจับกุมหญิงนายหน้าคู่กรณี และทำการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของเธอ พบความจริงที่ชวนช็อก เพราะเธอได้ส่งข้อความติดต่อซื้อขายทารกกับเครือข่ายค้ามนุษย์อีกหลายสิบรายการ ทั้งยังพบเส้นทางการเงินและรูปถ่ายของเด็กทารกที่เตรียมถูกส่งตัวข้ามชาติไปยังสิงคโปร์อีกหลายเคส ข้อมูลในโทรศัพท์เครื่องนี้เองที่กลายเป็น "จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ" ที่สาวไปถึงตัว หลี่ ซิ่ว หลวน และนำไปสู่การทลายเครือข่ายค้ามนุษย์ข้ามชาติในที่สุด

 

📌 [รอยรั่วของระบบ แล้วชะตากรรมของเด็กจะเป็นอย่างไร?]

 

ปัจจุบัน กระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัว (MSF) ของสิงคโปร์ ระบุว่ากำลังทบทวนกระบวนการทำงานใหม่ แต่ก็แย้งว่าหน่วยงานจัดหาเด็ก (เอเจนซี่) และพ่อแม่บุญธรรมเอง ก็ต้องมีหน้าที่ตรวจสอบความโปร่งใสของที่มาเด็กด้วยเช่นกัน

 

สำหรับเดวิด แอลลี และพ่อแม่บุญธรรมอีกหลายครอบครัว พวกเขากำลังเผชิญกับความทุกข์ทรมานใจอย่างแสนสาหัส เพราะทางการสิงคโปร์และอินโดนีเซียยังไม่ได้ข้อสรุปว่า ทารกบริสุทธิ์เหล่านี้จะได้อยู่กับพ่อแม่บุญธรรมที่มอบความรักให้พวกเขาต่อไป หรือจะต้องถูกส่งตัวกลับไปสู่อ้อมอกของพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด (ที่บางรายอาจเป็นคนขายพวกเขามาเอง)

 

ท้ายที่สุดแล้ว คุณคิดว่าใครควรเป็นผู้รับผิดชอบหลักต่อรอยรั่วทางกฎหมายนี้? และเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก... พวกเขาควรได้เติบโตในครอบครัวบุญธรรมที่สิงคโปร์ หรือถูกส่งกลับไปยังอินโดนีเซีย?

ข่าวล่าสุด