🔵 [เสียงสะท้อนจากยักษ์ใหญ่เทเลคอม: ทำไมธุรกิจสตรีมมิ่งถึงส่ายหัวให้ฟุตบอลโลก?]
ไม่ใช่แค่รัฐบาลที่คิดหนัก แม้แต่ภาคเอกชนระดับแนวหน้าของไทยก็มองว่าดีลนี้ "เข็นครกขึ้นภูเขา" ยิ่งในยุคปัจจุบันที่พฤติกรรมการเสพสื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่างเต็มตัว
เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ดร.โสรัชย์ อัศวประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับความท้าทายในเรื่องนี้ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า
"ฟุตบอลโลกเป็นเคสยาก เพราะฟุตบอลโลกสำหรับชาวไทยเป็นของฟรี และผ่านมา 20 ปีแล้ว ฉะนั้นการที่เราจะเข้าไปเจรจาและคำนวณเป็นธุรกิจแบบสตรีมมิ่งเป็นสิ่งที่ยาก แม้ว่าเราจะมีกำลังซื้อ และมีโอกาสซื้อ"
ดร.โสรัชย์ ยังกล่าวเสริมอีกว่า ทาง FIFA ได้เข้ามาทาบทามบริษัทหลายรอบ แต่ด้วยความคาดหวังของคนไทยที่มองว่าฟุตบอลโลกต้องดูฟรี หากเอกชนซื้อมาแล้วมีการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติม (Extra Charge) ก็อาจจะนำมาซึ่งความลำบากในการสื่อสารกับผู้บริโภค
"ตอนนี้เข้าใจว่าในประเทศไทยยังไม่มีใครได้ตกลงซื้อลิขสิทธิฟุตบอลโลกเลยนะ... ยกเว้นว่าถ้าจะออกในรูปแบบที่รัฐบาลเข้ามาเมตตาค้ำจุน และให้เราเป็นส่วนหนึ่งในฐานะที่เป็นสตรีมมิ่งที่แข็งแรง ตรงนั้นเราก็พร้อมที่จะทำ"
โควทนี้สะท้อนชัดเจนว่า ตราบใดที่คนไทยยังติดกับดักทางวัฒนธรรมว่า "ฟุตบอลโลก = ของฟรี" เอกชนรายไหนที่ก้าวเข้าไปทำธุรกิจนี้ก็มีแต่จะเจ็บตัวและเสี่ยงต่อการโดนกระแสสังคมตีกลับ
🔵 [ถึงเวลาปรับตัว: เมื่อ "ของฟรี" ไม่มีอยู่จริง และเราอาจต้องชินกับการ "จ่ายเพื่อดู"]
หากเราลองเปิดใจมองไปรอบโลก ในต่างประเทศ เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน การเข้าถึงคอนเทนต์กีฬาระดับโลกอย่างฟุตบอลโลก พรีเมียร์ลีก หรือโอลิมปิก ล้วนมี "ราคาที่ต้องจ่าย" ผ่านระบบสมาชิกหรือ Pay-Per-View แทบทั้งสิ้น ไม่มีประเทศไหนที่รัฐบาลจะนำเงินภาษีของประชาชนทุกคน (รวมถึงคนที่ไม่ดูฟุตบอล) ไปอุ้มความบันเทิงเฉพาะกลุ่มแบบ 100% อีกต่อไป
การที่รัฐบาลไทยเลือกที่จะ "ถอย" ในครั้งนี้ อาจเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความฉลาดในการบริหารงบประมาณ และเป็นโอกาสอันดีที่สังคมไทยจะได้เรียนรู้และปรับตัวกับความจริงข้อใหม่ที่ว่า "หากต้องการเสพคอนเทนต์คุณภาพสูง เราก็ต้องพร้อมที่จะจ่าย"
การเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมการดูฟรี มาเป็นการจ่ายค่าบริการสตรีมมิ่งอย่างถูกต้อง อาจช่วยสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจกีฬาที่แข็งแรงและยั่งยืนกว่าในระยะยาว ดีกว่าการปล่อยให้รัฐบาลต้องเอาเงินภาษีพันกว่าล้านไปละลายน้ำในเวลาเพียงแค่ 30 วัน
แล้วคุณล่ะครับในฐานะผู้เสียภาษี?
คุณคิดว่ารัฐบาลตัดสินใจถูกแล้วใช่ไหมที่เลือก "เก็บเงินภาษีไว้ทำอย่างอื่น" แทนการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก? และหากท้ายที่สุดแล้ว ฟุตบอลโลกครั้งนี้จะไม่มีให้ดูฟรีบนหน้าจอทีวี แต่เปิดโอกาสให้เราจ่ายเงินซื้อแพ็กเกจดูเองในราคาที่จับต้องได้ คุณพร้อมที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้หรือไม่?