เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE: รัฐบาลถอยดีลลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 หรือถึงเวลาคนไทยต้อง "จ่ายเงินซื้อความสุข" เลิกหวังพึ่งน้ำใจรัฐ?

18 พ.ค. 2569

ARTICLE: รัฐบาลถอยดีลลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 หรือถึงเวลาคนไทยต้อง "จ่ายเงินซื้อความสุข" เลิกหวังพึ่งน้ำใจรัฐ?

คุณเคยตั้งคำถามไหมว่า... ในยุคที่ข้าวยากหมากแพง เงินภาษีจำนวนกว่า 1,300 ล้านบาท ควรถูกนำไปแลกกับความบันเทิงนาน 1 เดือนอย่าง "ฟุตบอลโลก" หรือควรเอาไปใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตด้านอื่นที่ยั่งยืนกว่า?

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยโดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานและผู้เสียภาษีกำลังจับตามอง เมื่อมีรายงานว่ารัฐบาลไทยส่งสัญญาณ “ถอย” อย่างเป็นทางการในการเจรจาซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026) หลังจากเอเย่นต์ผู้ถือสิทธิ์เรียกราคาขั้นต่ำสูงถึง 1,300 ล้านบาทเศษ ซึ่งสวนทางกับงบประมาณที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 600 ล้านบาท (อิงจากวงเงินที่สำนักงาน กสทช. เคยสนับสนุนเมื่อฟุตบอลโลก 2022)

คำถามคือ การตัดสินใจ "ไม่ไปต่อ" ของรัฐบาลครั้งนี้ สมเหตุสมผลแล้วหรือไม่? และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนไทยต้องยอมรับความจริงว่า "ของฟรีไม่มีในโลก" อีกต่อไป



🔵 [1.3 พันล้าน กับ "เวลาที่ไม่เป็นใจ" คุ้มจริงไหมกับเงินภาษีของเรา?]


หากเรามองในมุมของผู้เสียภาษีและนักบริหาร งบประมาณ 1,300 ล้านบาทถือเป็นตัวเลขที่สูงมหาศาล 

และเมื่อนำมาคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในครั้งนี้ ต้องยอมรับว่า "สอบตก" อย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ข้อหลักๆ คือ

1. เวลาถ่ายทอดสดที่เป็นอุปสรรค: ฟุตบอลโลก 2026 จัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก เวลาแข่งขันจะตรงกับช่วง 03.00 น. ถึง 10.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งเป็นเวลาที่คนส่วนใหญ่กำลังนอนหลับหรือกำลังเดินทางไปทำงาน

2. ภาคธุรกิจไม่ได้อานิสงส์: ต่างจากครั้งก่อนๆ ที่แข่งในโซนเอเชียหรือยุโรป การแข่งช่วงเช้าตรู่ทำให้ร้านอาหาร สถานบันเทิง หรือกิจกรรมลานเบียร์ไม่สามารถจัดอีเวนต์เพื่อกระตุ้นยอดขายได้ สปอนเซอร์และเอเจนซี่โฆษณาจึงไม่กล้าทุ่มเงินทุนเพื่อสนับสนุน

3. ต้นทุนต่อหัวที่แพงเกินจริง: เมื่อเทียบกับประเทศที่มีประชากรมากกว่าเราหลายเท่าอย่าง จีน ที่กดดัน FIFA จนปิดดีลซื้อลิขสิทธิ์ควบ 2 ครั้ง (ปี 2026 และ 2030) ในราคา 60 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,900 ล้านบาท) หรืออินเดียที่กำลังยื่นข้อเสนอที่ 20 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 700 ล้านบาท) จะเห็นว่า ต้นทุนต่อประชากรของไทยนั้นสูงกว่าเพื่อนบ้านอย่างไม่มีเหตุผล


"หากต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในระดับดังกล่าว รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเห็นตรงกันว่า ควรนำงบไปใช้ในภารกิจอื่นที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรงมากกว่า" — แหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช. เผย



แล้วในมุมมองของภาคเอกชนล่ะ? ทำไมถึงไม่มีใครยอมยื่นมือเข้ามาเป็นฮีโร่ควักกระเป๋าจ่ายเงินก้อนนี้แทนรัฐบาล?

🔵 [เสียงสะท้อนจากยักษ์ใหญ่เทเลคอม: ทำไมธุรกิจสตรีมมิ่งถึงส่ายหัวให้ฟุตบอลโลก?]


ไม่ใช่แค่รัฐบาลที่คิดหนัก แม้แต่ภาคเอกชนระดับแนวหน้าของไทยก็มองว่าดีลนี้ "เข็นครกขึ้นภูเขา" ยิ่งในยุคปัจจุบันที่พฤติกรรมการเสพสื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่างเต็มตัว

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ดร.โสรัชย์ อัศวประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับความท้าทายในเรื่องนี้ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า



"ฟุตบอลโลกเป็นเคสยาก เพราะฟุตบอลโลกสำหรับชาวไทยเป็นของฟรี และผ่านมา 20 ปีแล้ว ฉะนั้นการที่เราจะเข้าไปเจรจาและคำนวณเป็นธุรกิจแบบสตรีมมิ่งเป็นสิ่งที่ยาก แม้ว่าเราจะมีกำลังซื้อ และมีโอกาสซื้อ"



ดร.โสรัชย์ ยังกล่าวเสริมอีกว่า ทาง FIFA ได้เข้ามาทาบทามบริษัทหลายรอบ แต่ด้วยความคาดหวังของคนไทยที่มองว่าฟุตบอลโลกต้องดูฟรี หากเอกชนซื้อมาแล้วมีการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติม (Extra Charge) ก็อาจจะนำมาซึ่งความลำบากในการสื่อสารกับผู้บริโภค



"ตอนนี้เข้าใจว่าในประเทศไทยยังไม่มีใครได้ตกลงซื้อลิขสิทธิฟุตบอลโลกเลยนะ... ยกเว้นว่าถ้าจะออกในรูปแบบที่รัฐบาลเข้ามาเมตตาค้ำจุน และให้เราเป็นส่วนหนึ่งในฐานะที่เป็นสตรีมมิ่งที่แข็งแรง ตรงนั้นเราก็พร้อมที่จะทำ"



โควทนี้สะท้อนชัดเจนว่า ตราบใดที่คนไทยยังติดกับดักทางวัฒนธรรมว่า "ฟุตบอลโลก = ของฟรี" เอกชนรายไหนที่ก้าวเข้าไปทำธุรกิจนี้ก็มีแต่จะเจ็บตัวและเสี่ยงต่อการโดนกระแสสังคมตีกลับ

 


🔵 [ถึงเวลาปรับตัว: เมื่อ "ของฟรี" ไม่มีอยู่จริง และเราอาจต้องชินกับการ "จ่ายเพื่อดู"]


หากเราลองเปิดใจมองไปรอบโลก ในต่างประเทศ เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน การเข้าถึงคอนเทนต์กีฬาระดับโลกอย่างฟุตบอลโลก พรีเมียร์ลีก หรือโอลิมปิก ล้วนมี "ราคาที่ต้องจ่าย" ผ่านระบบสมาชิกหรือ Pay-Per-View แทบทั้งสิ้น ไม่มีประเทศไหนที่รัฐบาลจะนำเงินภาษีของประชาชนทุกคน (รวมถึงคนที่ไม่ดูฟุตบอล) ไปอุ้มความบันเทิงเฉพาะกลุ่มแบบ 100% อีกต่อไป

การที่รัฐบาลไทยเลือกที่จะ "ถอย" ในครั้งนี้ อาจเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความฉลาดในการบริหารงบประมาณ และเป็นโอกาสอันดีที่สังคมไทยจะได้เรียนรู้และปรับตัวกับความจริงข้อใหม่ที่ว่า "หากต้องการเสพคอนเทนต์คุณภาพสูง เราก็ต้องพร้อมที่จะจ่าย"

การเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมการดูฟรี มาเป็นการจ่ายค่าบริการสตรีมมิ่งอย่างถูกต้อง อาจช่วยสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจกีฬาที่แข็งแรงและยั่งยืนกว่าในระยะยาว ดีกว่าการปล่อยให้รัฐบาลต้องเอาเงินภาษีพันกว่าล้านไปละลายน้ำในเวลาเพียงแค่ 30 วัน

แล้วคุณล่ะครับในฐานะผู้เสียภาษี?

คุณคิดว่ารัฐบาลตัดสินใจถูกแล้วใช่ไหมที่เลือก "เก็บเงินภาษีไว้ทำอย่างอื่น" แทนการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก? และหากท้ายที่สุดแล้ว ฟุตบอลโลกครั้งนี้จะไม่มีให้ดูฟรีบนหน้าจอทีวี แต่เปิดโอกาสให้เราจ่ายเงินซื้อแพ็กเกจดูเองในราคาที่จับต้องได้ คุณพร้อมที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้หรือไม่?