เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : ช็อกวงการวิ่ง! หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน สร้างประวัติศาสตร์ ทุบสถิติโลกฮาล์ฟมาราธอน เร็วกว่ามนุษย์ 7 นาที

19 เม.ย. 2569

STORY : ช็อกวงการวิ่ง! หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน สร้างประวัติศาสตร์ ทุบสถิติโลกฮาล์ฟมาราธอน เร็วกว่ามนุษย์ 7 นาที

วงการกีฬาและเทคโนโลยีโลกต้องจารึกหน้าประวัติศาสตร์ร่วมกัน เมื่อการแข่งขัน Beijing E-Town Humanoid Robot Half-Marathon ที่กรุงปักกิ่ง (19 เม.ย. 2569) ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ความก้าวหน้าทางวิศวกรรมสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดทางสมรรถภาพได้อย่างน่าทึ่ง

🔵 [สถิติใหม่ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม]


ไฮไลต์สำคัญของการแข่งขันครั้งนี้คือหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ชื่อ ‘Lightning’ (ไลต์นิง) ที่พัฒนาโดย Honor สามารถเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งด้วยเวลาเพียง 50 นาที 26 วินาที หากเทียบกับสถิติโลกฮาล์ฟมาราธอนของมนุษย์ที่ Jacob Kiplimo ทำไว้ (57:20 นาที) หุ่นยนต์ตัวนี้ทำเวลาได้เร็วกว่าเกือบ 7 นาที 

นอกจากนี้ โพเดียมอันดับ 2 และ 3 ก็ตกเป็นของหุ่นยนต์จากทีม Honor เช่นกัน ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่ก้าวกระโดดอย่างมาก เมื่อเทียบกับสถิติปีก่อนที่หุ่นยนต์ต้องใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง 40 นาที

สถิติที่ถูกร่นระยะเวลาลงอย่างมหาศาลภายในเวลาเพียงปีเดียว ทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจว่า... เบื้องหลังความเร็วและความอึดระดับนี้ ซ่อนนวัตกรรมอะไรไว้บ้าง?



🔵[ถอดรหัสขุมพลังวิศวกรรม: จาก "สมาร์ตโฟน" สู่ "จักรกลนักวิ่ง"]


 เบื้องหลังความสำเร็จนี้ เกิดจากการนำเทคโนโลยีรอบตัวมาประยุกต์ใช้อย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความร้อนสะสมมหาศาลจากการวิ่งระยะทาง 21.1 กิโลเมตร  ทีมวิศวกรได้นำ "ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว" (Liquid Cooling Technology) แบบเดียวกับที่ใช้ในสมาร์ตโฟนระดับไฮเอนด์มาใช้จัดการความร้อนของมอเตอร์อย่างตรงจุด

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่สะท้อนความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI อย่างชัดเจนคือ หุ่นยนต์ถึง 40% ในสนามสามารถนำทางตัวเองได้อย่างอิสระ อาศัยเพียงเซ็นเซอร์ประมวลผลสภาพแวดล้อมและตัดสินใจแบบ Real-time ซึ่งแตกต่างจากยุคแรกที่ต้องใช้คนควบคุม ผสานกับการออกแบบโครงสร้างช่วงขาให้ยาว 90-95 เซนติเมตรอย่างแม่นยำ เพื่อเลียนแบบกลไกการก้าวกระโดด (Stride) ของนักกีฬาระดับโลก ทำให้การเคลื่อนไหวและการใช้พลังงานมีประสิทธิภาพสูงสุด

จะเห็นว่า เป้าหมายที่แท้จริงของการพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างสถิติบนสนาม แต่มันคือ "สนามทดสอบชั้นดี" ก่อนนำไปใช้งานจริงในระดับสเกลที่ใหญ่ขึ้น



🔵[ก้าวต่อไป: มุ่งสู่ความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมแห่งอนาคต]


ตู้ เสี่ยวตี้ วิศวกรผู้พัฒนา เผยว่าการให้หุ่นยนต์วิ่งเร็วๆ เป็นเพียงก้าวแรกในการทดสอบความน่าเชื่อถือของโครงสร้าง ซึ่งท้ายที่สุด เทคโนโลยีการทรงตัวและระบบระบายความร้อนเหล่านี้ จะถูกนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม การกู้ภัย หรือการทำงานที่เสี่ยงอันตรายแทนมนุษย์

ความตื่นตัวของจีนในครั้งนี้ สอดคล้องกับเป้าหมายระดับชาติที่ต้องการเป็นผู้นำด้านฮิวแมนนอยด์ โดยมีข้อมูลจาก Omdia ระบุว่า แบรนด์จีนอย่าง Agibot และ Unitree มียอดจัดส่งหุ่นยนต์หลายพันตัวทั่วโลกในปีที่ผ่านมา 


ถึงแม้ว่าในสนามแข่งจะมีหุ่นยนต์บางตัวสะดุดล้มหรือวิ่งออกนอกเส้นทางไปบ้าง แต่ภาพรวมของเหตุการณ์นี้คือเครื่องยืนยันว่า ยุคของเทคโนโลยีวิทยาการหุ่นยนต์กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และจีนกำลังเดินหน้าเต็มกำลังเพื่อยึดหัวหาดอุตสาหกรรมนี้อย่างแท้จริง