เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE : รถไฟความเร็วสูงอินโดฯ สู่หายนะ 7 พันล้านดอลล์ ทิ้งหนี้มรดกบาปทับถมประชาชน

05 เม.ย. 2569

ARTICLE : รถไฟความเร็วสูงอินโดฯ สู่หายนะ 7 พันล้านดอลล์ ทิ้งหนี้มรดกบาปทับถมประชาชน

ในที่สุด รัฐบาลอินโดนีเซียก็หนีความจริงไม่พ้น ต้องควักกระเป๋าแผ่นดินกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อโปะหนี้มหาศาลในโครงการรถไฟความเร็วสูงที่เคยวาดฝันไว้กับจีน นำไปสู่บทเรียนราคาแพงของการ ‘เลือกเจ้าหนี้ผิด’ ที่แม้คิดจะถอยก็ไม่ทัน เพราะหายนะทางการเงินได้หยั่งรากลึกลงไปพังทลายทั้งระบบแล้ว

🔵 [กับดักคำหวาน: ‘ไม่ค้ำประกัน-ไม่ใช้เงินรัฐ’]

โครงการรถไฟความเร็วสูง "จาการ์ตา-บันดุง" (Jakarta-Bandung) หรือที่รู้จักในชื่อ "วูช" (Whoosh) เริ่มต้นขึ้นในยุคอดีตประธานาธิบดี โจโก วิโดโด (โจโกวี) ด้วยงบประมาณสูงถึง 7,300 ล้านดอลลาร์ (กว่า 2.6 แสนล้านบาท)

โครงการนี้ถูกวางตัวให้เป็นผลงานชิ้นโบแดงก่อนอำลาตำแหน่ง และเป็นส่วนหนึ่งของเมกะโปรเจกต์ Belt and Road Initiative (BRI) ของจีน เหตุผลสำคัญที่อินโดนีเซียเทใจให้จีนรับสัมปทานเมื่อปี 2558 คือข้อเสนอสุดหอมหวานที่ระบุชัดเจนว่า "เป็นดีล ‘เอกชน’ ชน ‘เอกชน’ (B2B) ไม่ต้องค้ำประกัน และไม่ต้องใช้เงินรัฐบาลแม้แต่รูเปียห์เดียว"

 

🔵 [ระเบิดเวลาวิ่งได้: ดอกเบี้ยพุ่ง รัฐต้องลงมาอุ้ม]

เมื่อการก่อสร้างเริ่มขึ้น โลกแห่งความจริงกลับโหดร้าย โครงการเผชิญทั้งปัญหาเวนคืนที่ดิน 

วิกฤตโควิด-19 และต้นทุนที่บานปลายจนคุมไม่อยู่

 

เม็ดเงินลงทุนกว่า 75% มาจากการกู้ยืมผ่านธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศจีน ที่คิดอัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี เมื่อรายได้ไม่เข้าเป้า โครงการนี้จึงกลายสภาพเป็น "ระเบิดเวลาวิ่งได้" ที่ยิ่งวิ่งยิ่งขาดทุน รัฐบาลอินโดนีเซียต้องแบกรับดอกเบี้ยสูงถึง 2 ล้านล้านรูเปียห์ต่อปี จนสุดท้ายต้องกลืนน้ำลายตัวเอง ดึงเงินจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ "ดานันทารา อินโดนีเซีย" (Danantara Indonesia) เข้ามากอบกู้สถานการณ์

🔵 [ญี่ปุ่นวิจารณ์หนัก: รู้อย่างนี้ทำไมไม่เลือก ‘ชินคันเซ็น’]

ความล้มเหลวนี้ดังไกลไปถึงญี่ปุ่น ซึ่งออกหน้าวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า หากอินโดนีเซียรู้ล่วงหน้าว่าต้องใช้เงินภาษีประชาชนมากอบกู้โครงการ ก็ควรเลือก "ชินคันเซ็น" ของญี่ปุ่นเสียตั้งแต่แรก

 

ในอดีต ญี่ปุ่นเคยเสนอเงื่อนไขที่ดีกว่าอย่างเทียบไม่ติด ด้วยดอกเบี้ยเพียง 0.1% ผ่อนจ่ายระยะยาว 40 ปี แต่รัฐบาลอินโดนีเซียในขณะนั้นหน้ามืดตามัว เลือกจีนเพียงเพราะต้องการเร่งรัดโครงการให้เสร็จไว และหลบเลี่ยงขั้นตอนการตรวจสอบจากภาครัฐ ปัจจุบันอินโดนีเซียตกอยู่ในภาวะ "เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้" ดึงดันจะขยายเส้นทางไปถึงสุราบายาอีก 700 กิโลเมตร ทั้งที่แค่ดอกเบี้ยก้อนเดิมยังแทบไม่มีจ่าย

 

🔵 [เกมพลิก: เบื้องลึกฮุบ ‘นิกเกิล’ ที่จีนต้องสะดุด]

เบื้องหลังวิกฤตหนี้ก้อนนี้ นักวิเคราะห์ฟันธงว่าคือ "เกมทรัพยากร" จีนใช้รถไฟความเร็วสูงเป็นเพียงเหยื่อล่อ เพื่อขยายอิทธิพลและเข้าควบคุมแร่ "นิกเกิล" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จนปัจจุบันจีนกวาดสัมปทานกำลังผลิตนิกเกิลในอินโดนีเซียไปแล้วถึง 75%

แต่เกมนี้กลับสะดุด เมื่อเทรนด์เทคโนโลยีโลกหันไปคบหาแบตเตอรี่แบบ LFP ที่ "ไม่ต้องง้อนิกเกิล" อีกต่อไป ส่งผลให้ราคานิกเกิลในตลาดโลกดิ่งเหว รถยนต์ EV ค้างสต็อกขายไม่ออก ทุบยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่จีนและอินโดนีเซียวาดฝันไว้จนสั่นคลอนอย่างหนัก

🔵 [ความภูมิใจอาเซียน ที่แลกด้วยภาษีประชาชน]

แม้  “วูช” (Whoosh)  จะสร้างสถิติเป็นรถไฟความเร็วสูงสายแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำความเร็วได้ 350 กม./ชม. ย่นเวลาเดินทางจาก 3 ชั่วโมงเหลือเพียง 40 นาที และให้บริการผู้โดยสารไปแล้วกว่า 12 ล้านคนใน 2 ปี

.

แต่ตัวเลขความสำเร็จเหล่านี้ ไม่สามารถกลบเกลื่อนความจริงที่ว่า โครงการนี้คือหายนะทางการเงิน ท่วมท้นไปด้วยข้อหาคอร์รัปชัน และการบริหารงบประมาณที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง ท้ายที่สุด ป้ายประกาศเกียรติคุณของนักการเมือง กลับกลายเป็นมรดกหนี้ก้อนโตที่คุกคามและสูบเลือดสูบเนื้อผู้เสียภาษีชาวอินโดนีเซียไปอีกหลายชั่วอายุคน