โดยฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ถ้าผู้กระทำผิดเป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้ขายแอลกอฮอล์ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท
นายธีระ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในขั้นตอนการพิจารณาแก้ไขกฎหมายในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีตัวแทน สส. จากพรรคการเมือง ตัวแทนราชการ ตัวแทนฝ่ายรณรงค์ และตัวแทนภาคธุรกิจ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญ 42 คนใช้เวลาพิจารณาปีกว่า ซึ่งมีความคิดเห็นแย้งกันหลายเรื่อง แต่เรื่องการควบคุมตราเสมือนมาตรา 32/3 ถือว่าเห็นตรงกันและไม่มีการแก้ไขจากร่างที่เสนอมา แต่จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่เห็นการแก้ไข และน่าผิดหวังที่ภาคธุรกิจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ตนและเครือข่ายฯ
จึงได้เก็บข้อมูล 2 เรื่องสำคัญ 1. สื่อดั้งเดิมที่เห็นกลางแจ้ง ได้แก่ ป้ายโฆษณาบิลบอร์ดขนาดใหญ่ แบนเนอร์ ตู้ไฟ ธงชายหาด ผ้าใบม้วนกันแดด ฯลฯ ใน 32 จังหวัด และ กทม. พบว่บิลบอร์ดริมถนนขนาดใหญ่ของทุกค่ายกว่า 40 ป้าย ป้ายโฆษณาอื่นๆ กว่า 426 ชิ้น
และ 2. กิจกรรม งานดนตรี ซึ่งมีการขายบัตรลงทะเบียนหรืองานฟรี แต่ภายในงานพบเห็นตราเสมือน หรือบางแห่งก็ใช้ตราสินค้าจริงมาโฆษณา โดยเครือข่ายได้เฝ้าระวังเก็บข้อมูลส่งเจ้าหน้าที่แล้ว เช่น งานพุ่งใต้เฟส งานบอลลูนเฟส งานนั่งชิล งานแหลมงอบเฟส รวมทั้งงานที่กำลังประกาศจัดอีกหลายแห่งในเพจของผู้ประกอบการ ซึ่งต้องรอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการพิจารณาว่าเข้าข่ายทำผิด และบังคับใช้กฎหมายต่อไป
“นอกจากนั้น เครือข่ายฯ ได้เตรียมเฝ้าระวังเก็บข้อมูลในช่วงสงกรานต์นี้ ซึ่งจาก 2ปีที่ผ่านมา ได้เก็บข้อมูลพบว่า มีการทำผิดกฎหมายด้านโฆษณาในงานอีเว้นส์ต่างๆ ด้านขายให้เด็ก ขายให้คนเมา ขายแบบเร่ขาย ไม่มีใบอนุญาต จึงต้องเรียกร้องให้ภาครัฐได้เข้มงวด และให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบสังคมมากกว่านี้” นายธีระ กล่าว