svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : เดนมาร์กผวา ‘ทรัมป์’ สั่งบุกยึดกรีนแลนด์ แอบซุกระเบิดทำลายรันเวย์-ตุนเลือดสำรองรับมือสงคราม

22 มี.ค. 2569

การกระทำที่คาดเดาไม่ได้ของโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนแค่ในตะวันออกกลาง แต่กำลังลุกลามไปถึงขั้วโลกเหนือ เมื่อความหวาดระแวงขั้นสุดบีบให้ "เดนมาร์ก" ต้องวางแผนรับมือการรุกรานจากพันธมิตรใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ชนิดที่ยอมเตรียมระเบิดรันเวย์ทิ้งและตุนเลือดสำรองไว้เผื่อเกิดสงคราม

นี่คือเบื้องหลังของรอยร้าวในองค์การ NATO ที่ทำให้มิตรประเทศต้องหันมาจับอาวุธเพื่อป้องกันการถูกหักหลัง

🔵 [เอฟเฟกต์เวเนซุเอลา-อิหร่าน: จุดชนวนความหวาดระแวงขั้นสุด]


ท่ามกลางไฟสงครามที่ทรัมป์เปิดฉากโจมตีอิหร่านร่วมกับอิสราเอล จนนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้นำระดับสูง รวมถึงความสำเร็จในการส่งชุดปฏิบัติการพิเศษไปรวบตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ความเด็ดขาดและหุนหันพลันแล่นนี้ได้สร้างความวิตกกังวลอย่างหนักให้กับเดนมาร์ก
ความสำเร็จในเวเนซุเอลาทำให้ทรัมป์ได้ใจ และเดนมาร์กประเมินว่าเป้าหมายต่อไปอาจเป็นการบุกยึด 
"กรีนแลนด์" ตามที่ทรัมป์เคยประกาศกร้าวไว้ การคาดเดาไม่ได้ของผู้นำสหรัฐฯ ทำให้เดนมาร์กต้องเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์เลวร้ายที่สุดแบบไม่มีข้อแม้

🔵 [ระเบิดรันเวย์-ตุนเลือดสำรอง: แผนแก้เผ็ดฉบับเดนมาร์ก]


สื่อเศรษฐกิจระดับโลกอย่าง Financial Times และสถานีโทรทัศน์ DR ของเดนมาร์ก ออกมาเปิดเผยข้อมูลลับว่า กองทัพเดนมาร์กได้แอบส่ง "วัตถุระเบิดและเลือดสำรอง" ไปยังกรีนแลนด์ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา
 

เป้าหมายหลักคือการเตรียมระเบิดทำลายรันเวย์สนามบินสำคัญใกล้เมืองหลวง "นุก" (Nuuk) และฐานทัพอากาศเก่าใน "คังเกอร์ลุสซูอัค" (Kangerlussuaq) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินและการวิจัยที่สำคัญ แผนนี้ออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นไม่ให้กองทัพสหรัฐฯ เข้าใช้พื้นที่ได้หากมีการใช้กำลังบุกยึดจริง และเพื่อทำให้สหรัฐฯ ต้องเผชิญกับ "ต้นทุนที่มหาศาล" หากคิดจะรุกรานอธิปไตยของเดนมาร์ก

🔵 [ยุโรปผนึกกำลัง: วิกฤตการทูตที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลก]


แผนการรักษาอธิปไตยครั้งนี้ไม่ได้เดินอย่างโดดเดี่ยว เจ้าหน้าที่ระดับสูงยืนยันว่า ฝรั่งเศสและเยอรมนี เข้าใจสถานการณ์และให้การสนับสนุนเดนมาร์กอย่างเต็มที่ กลุ่มประเทศนอร์ดิกและยุโรปได้ส่งกองกำลังไปยังกรีนแลนด์โดยอ้างว่าเป็นการ "ฝึกซ้อมทางทหาร" และแจ้งให้เพนตากอนทราบ แต่เบื้องหลังคือการส่งสัญญาณเตือนสหรัฐฯ อย่างชัดเจนว่า การยึดครองใดๆ จะถูกตอบโต้แบบปรปักษ์

เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีหญิงของเดนมาร์ก ถึงกับออกปากอย่างตรงไปตรงมาว่า นี่คือสถานการณ์นโยบายต่างประเทศที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และเหตุผลเดียวที่เดนมาร์กยืนหยัดอยู่ได้ คือความร่วมมือที่เหนียวแน่นของพันธมิตรยุโรป

🔵 [กรีนแลนด์ไม่ได้หายไปไหน แค่หลับรอวันปะทุ]


แม้สถานการณ์จะคลี่คลายลงบ้างเมื่อ มาร์ค รุตเต เลขาธิการ NATO ช่วยเจรจาประนีประนอมในเวทีเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อหาข้อตกลงที่เคารพ "เส้นแดง" ด้านอธิปไตยของเดนมาร์ก แต่รอยร้าวความเชื่อใจไม่อาจประสานได้ง่ายๆ

การกระทำของทรัมป์ที่ขู่จะขึ้นภาษีเดนมาร์กและชาติที่เกี่ยวข้อง ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงภัยคุกคามที่ยังไม่จางหาย ผู้นำเดนมาร์กทิ้งท้ายอย่างระมัดระวังว่า ความปรารถนาของทรัมป์ที่จะยึดครองกรีนแลนด์ยังคงอยู่ และความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจในเวลานี้ ต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาทอย่างถึงที่สุด