โดยเฉพาะน้ำดื่มบรรจุขวดแบรนด์ท้องถิ่น ขนาดยอดนิยม 600 มิลลิลิตร ที่กำลังเป็นที่นิยมในตลาดท้องถิ่นทั่วทุกภูมิภาค ที่ก่อนหน้านี้มีราคาขายส่งและปลีกอยู่ที่ แพ็กละ 19-20 บาท หรือ 4 แพ็กร้อย และที่ 5 แพ็กร้อย ต่างได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว
แล้วเช่นเดียวกัน ทำให้ร้านและตัวแทนจำหน่ายน้ำดื่มบรรจุขวดแบรนด์ท้องถิ่น จำเป็นต้องปรับราคาขายส่งและขายปลีก เพิ่มขึ้นอีกจากเดิมเป็นแพ็กละ 3-5 บาท เป็น 21-25 บาท และคาดว่าน่าจะมีการปรับราคาขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้อีก
ด้าน เจ้าของร้านขายน้ำดื่ม แห่งหนึ่ง ในบุรีรัมย์ บอกว่า ร้านของตนเปิดจำหน่ายน้ำดื่มบรรจุขวดแบรนด์ท้องถิ่น 3-4 ยี่ห้อ ซึ่งรับมาจากโรงงานผลิตน้ำดื่มในพื้นที่ จ.สุรินทร์ จ.ขอนแก่น และ จ.สระบุรี ประมาณ 4,000 แพ็กต่อวัน ในราคาแพ็กละ 19-20 บาทแล้วแต่ยี่ห้อ ภายหลังเกิดเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดวิกฤตการณ์น้ำมัน
นอกจากทำให้น้ำมันขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น ได้ส่งผลทำให้ต้นทุนในการผลิตน้ำดื่ม ต้องปรับราคาขึ้นตามไปด้วย
เพราะเม็ดพลาสติกที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตขวดน้ำมีราคาสูงขึ้น โดยก่อนหน้านี้ทางร้านขายส่งต่ออยู่ที่แพ็กละ 19-20 บาท
ปัจจุบันกว่า 1 สัปดาห์แล้วได้ปรับราคาขายส่งหน้าร้านอยู่ที่ แพ็กละ 21-23 บาทแล้วแต่ยี่ห้อ เพราะโรงงานผู้ผลิตน้ำดื่มได้ปรับราคาขึ้น
ทางร้านพยายามพยุงราคาจำหน่ายให้คงเดิมอยู่ไว้ แต่ด้วยราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และเม็ดพลาสติกปรับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง 2-5 บาทต่อแพ็ก ทำให้ตอนนี้ต้องขายส่งหน้าร้านแพ็กละ 21-23 บาท จากแพ็กละ 19-22 บาท ทำให้ลูกค้าประจำหลายรายถึงกับไม่พอใจ บางรายก็ซื้อน้อยลง หรือบางรายที่ซื้อไปขายต่อตามหมู่บ้าน เลิกซื้อไปเลยก็มี
ด้าน ลูกค้ารายหนึ่ง บอกว่า ทุกวันนี้ค่าครองชีพทุกอย่างปรับราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะของกินของใช้ รวมถึงน้ำดื่มบรรจุขวด ที่เคยซื้อครั้งละประมาณ 20 แพ็ก จากเดิมราคาแพ็กละ 19-20 บาท
แต่ทุกวันนี้ต้องซื้อแพ็กละ 21-23 บาท จำเป็นต้องลดปริมาณซื้อลงเหลืออยู่ที่ 10 แพ็ก เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายลง ฝากถึงรัฐบาลให้เร่งหามาตรการช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยด่วน เพราะตอนนี้ประชาชนทุกภาคส่วนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก จ่ายแพงขึ้นแต่รายได้เท่าเดิม