svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE : น้ำมันทะลุ 100 เหรียญ! ตะวันออกกลางเดือด ถึงเวลาไทยเลิกหลอกตัวเอง?

09 มี.ค. 2569

วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางก้าวเข้าสู่ "จุดเดือด" อย่างเป็นทางการ เมื่อสมการอำนาจใหม่ถูกจุดชนวนขึ้น พร้อมกับราคาน้ำมันโลกที่พุ่งทะยานทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลกระทบแรกที่วิ่งเข้ามากระแทกคนไทยอย่างจัง ไม่ใช่เรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ที่ไกลตัว แต่คือ "ตัวเลขหน้าปั๊ม" และ "บิลค่าไฟ" ที่กำลังจะพุ่งทะลุเพดาน

นี่คือช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานที่บังคับให้ประเทศไทยต้องหันกลับมามอง "ความเปราะบาง" ของโครงสร้างพลังงานตัวเองอย่างจริงจัง

 

[การสืบทอดอำนาจ และภาวะตื่นตระหนกของโลก]

 

ความผันผวนครั้งนี้มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่อิหร่าน เมื่อสภาผู้เชี่ยวชาญมีมติแต่งตั้ง มอจตาบา โฮสเซนี คาเมเนอี ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนที่ 3 การสืบทอดอำนาจของสายแข็งครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะสงครามเต็มรูปแบบกับพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอล

 

การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อเสถียรภาพในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันโลก ตลาดการเงินตอบรับด้วยภาวะตื่นตระหนกทันที

  • ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นแตะ 108.73 ดอลลาร์/บาร์เรล (บวกสะสมกว่า 28% จากสัปดาห์ก่อน)
  • น้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) พุ่งสูงกว่า 20% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2022
  • ตลาดหุ้นดิ่ง ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ร่วงลงเกือบ 2% จากแรงเทขายหนีความเสี่ยง

 

สำหรับภาคธุรกิจ นี่ไม่ใช่แค่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่คือภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) ครั้งใหญ่ ที่อาจกระชากให้เงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งกลับมาอีกครั้ง

[3ความจริงอันโหดร้าย ที่คนไทยต้องเลิก ‘หลอกตัวเอง’]

ในขณะที่โลกกำลังปั่นป่วน คุณภาณุรัช ดำรงไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการขุดเจาะน้ำมันและพลังงาน ที่มีประสบการณ์ในตะวันออกกลางกว่า 20 ปี ได้ส่งข้อความเตือนสติรัฐบาลและคนไทย ว่าถึงเวลาต้อง "เลิกหลอกตัวเอง" และยอมรับความจริงที่โหดร้าย 3 ประการในโลกพลังงาน

 

  • ความจริงข้อที่ 1: บ่อน้ำมันไม่ได้มีน้ำมันไหลออกมาตลอดกาล

คนจำนวนมากยังติดภาพว่าหากเจาะเจอน้ำมันในประเทศ เราจะมีใช้ไปเรื่อยๆ เหมือนตักน้ำจากบ่อ แต่ในความจริงทางธรณีวิทยา ทันทีที่เริ่มผลิต ปริมาณการผลิตจะตกลง (Decline Curve) อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันประเทศไทยผลิตน้ำมันดิบรวมกันได้ไม่ถึง 10% ของปริมาณที่ใช้ทั้งประเทศ ส่วนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยก็อยู่ในช่วงปลายอายุสัมปทาน ทรัพยากรฟอสซิลของเรามีจำกัด และเรากำลัง "ยืมจมูกคนอื่นหายใจ" เกือบเต็มรูปแบบ

 

  • ความจริงข้อที่ 2: "กับดักดีเซล" ที่บังคับให้เราเป็นทาสตะวันออกกลาง

โครงสร้างเศรษฐกิจไทยถูกผูกติดไว้กับ "น้ำมันดีเซล" ทั้งภาคการขนส่ง โลจิสติกส์ และเครื่องจักรกลการเกษตร การใช้ดีเซลในสัดส่วนที่สูง บังคับให้ไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง ตราบใดที่เรายังใช้รถที่เติมดีเซล เราก็ต้องเอาเงินตราประเทศไปผูกไว้กับความเสี่ยงจากลูกปืนในอ่าวอาหรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

  • ความจริงข้อที่ 3: ไฟฟ้าไทย แขวนอยู่บนเส้นด้ายที่ชื่อว่า "LNG"

เมื่อก๊าซในอ่าวไทยลดลง ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (Spot LNG) มาปั่นไฟทดแทน ปัญหาคือราคา LNG แกว่งตัวรุนแรงตามตลาดโลก ยิ่งมีสงคราม ราคาจะพุ่งปรี๊ด และต้นทุนมหาศาลนี้จะถูกผลักมาอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชนทุกคน นี่คือระบบที่เปราะบางอย่างยิ่ง

[ทางรอดเดียว: ปลดแอกประเทศ ด้วยทรัพยากรที่เราคุมได้]

คุณภาณุรัช ชี้ให้เห็นว่า การเอาเงินกองทุนน้ำมันไปอุดหนุนราคาจนเป็นหนี้มหาศาล ไม่ใช่ทางออกอีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้าง "ระบบนิเวศพลังงานใหม่" ผ่าน 3 เสาหลัก

  1. ตัดวงจรนำเข้าน้ำมัน ด้วย EV ขยายผลการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าจากรถเก๋ง ไปสู่รถกระบะ รถบรรทุก และเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อหยุดการขนเงินตราออกนอกประเทศ
  2. ทลายการผูกขาด LNG ด้วย โซลาร์ + แบตเตอรี่ (BESS) สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจให้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อหั่นความต้องการใช้ไฟฟ้าจากสายส่ง และลดการง้อ LNG ราคาแพง
  3. สร้างเสถียรภาพด้วย พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) เร่งสำรวจและพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพ เพื่อใช้เป็น "โรงไฟฟ้าฐาน (Baseload)" ที่จ่ายไฟได้นิ่งๆ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจากการขุดเจาะน้ำมัน

 

สงครามในอิหร่านและวิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่มันคือใบเสร็จที่ส่งมาเตือนว่า การยืมจมูกคนอื่นหายใจมีราคาแพงแค่ไหน การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ของไทย จึงไม่ใช่แค่เทรนด์รักษ์โลก แต่มันคือ "ยุทธศาสตร์เพื่อการเอาชีวิตรอด และการประกาศเอกราชทางเศรษฐกิจ" ของประเทศอย่างแท้จริง