🔵[เส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ: เมื่ออิหร่านต้องพึ่งพามังกร]
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา อิหร่านเป็นเพียงตัวกวนเสถียรภาพในภูมิภาค เป็นปัญหาของอิสราเอลและอ่าวเปอร์เซีย แต่ "ไม่ได้เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความเป็นผู้นำโลกของสหรัฐฯ" ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่ออิหร่านคำนวณยุทธศาสตร์ผิดพลาดครั้งใหญ่ แรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ทำให้อิหร่านถูกโดดเดี่ยวจนต้องหันไปพึ่งพา "จีน" เป็นเส้นเลือดใหญ่
🔺90% ของการส่งออกน้ำมันดิบอิหร่าน ถูกส่งไปยังโรงกลั่นของจีนที่อยู่นอกเหนือการคว่ำบาตร
🔺รายได้ 1 ใน 4 ของประเทศ มาจากเงินของจีน ซึ่งถูกนำไปหล่อเลี้ยงกองทัพ หากไม่มีจีน รัฐบาลอิหร่านอาจเผชิญการล่มสลายไปนานแล้ว
🔺แผนสำรอง 100 วันของจีน จีนได้ประโยชน์จากการซื้อน้ำมันราคาถูก นำไปสร้างคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์กว่า 1 พันล้านบาร์เรล เพื่อพยุงเศรษฐกิจในกรณีที่ถูกกองทัพเรือสหรัฐฯ ปิดล้อมทางทะเล (เช่น บริเวณช่องแคบมะละกา)
🔵[‘สายสร้อยไข่มุก’ และอาวุธเจาะเกราะสหรัฐฯ]
ความสัมพันธ์ไม่ได้หยุดแค่เรื่องพลังงาน แต่มันลุกลามไปสู่ความมั่นคงทางการทหารที่พุ่งเป้าท้าทายสหรัฐฯ โดยตรง
🔺ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง จีนจัดหาขีปนาวุธต่อต้านเรือรบที่เร็วกว่า "Mach 3" ซึ่งออกแบบมาเพื่อหลบเลี่ยงระบบป้องกัน "Aegis" บนเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ โดยเฉพาะ
🔺กำแพงไซเบอร์
จีนกำลังเปลี่ยนซอฟต์แวร์ของรัฐบาลและกองทัพอิหร่านให้เป็นระบบปิด เพื่อสกัดกั้นการเจาะข้อมูลจาก CIA (สหรัฐฯ) และ Mossad (อิสราเอล)
🔺ยึดน่านน้ำ-เปลี่ยนระบบนำทาง
อิหร่านทิ้ง GPS หันไปใช้ระบบ BeiDou ของจีน และเปิดท่าเรือ Jask ให้จีนใช้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ฐานทัพ "String of Pearls" (สายสร้อยไข่มุก) ในมหาสมุทรอินเดีย
🔺ซ้อมรบสามประสาน
การฝึกซ้อมทางทะเลระหว่าง จีน-รัสเซีย-อิหร่าน ในช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว