svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : วิกฤตโลกร้อน! ไทยติดอันดับ 3 ประเทศที่ร้อนเกินปลูกกาแฟ ขณะดอยตุงเดินหน้าวิจัย 40 สายพันธุ์ ค้นทางรอดกาแฟไทย

23 ก.พ. 2569

กาแฟแก้วโปรดของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย... เมื่อประเทศไทยถูกจัดอันดับ 3 ของโลก ในฐานะดินแดนที่ "ร้อนเกินกว่าจะปลูกกาแฟได้" แล้วอนาคตของกาแฟไทยจะเป็นอย่างไร?

กาแฟแก้วที่คุณจิบอยู่ทุกเช้า อาจกำลังเดินเข้าสู่จุดจบที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

รายงานล่าสุดจาก Climate Central องค์กรวิจัยผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศชั้นนำของโลก เผยข้อมูลที่น่าตกใจ — ประเทศไทยติดอันดับ 3 ของโลก ในฐานะประเทศที่มีจำนวนวันที่อากาศร้อนจนเป็นอันตรายต่อการปลูกกาแฟเพิ่มขึ้นสูงสุด โดยมีวันที่อุณหภูมิสูงเกิน 30 องศาเซลเซียส เพิ่มขึ้นถึง 75 วันต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้ต้นกาแฟโดยเฉพาะสายพันธุ์ อาราบิก้า เริ่มเข้าสู่ภาวะเครียด ส่งผลให้ผลผลิตตกต่ำ คุณภาพเมล็ดลดลง และอ่อนแอต่อโรคและแมลงมากขึ้น

แล้วทำไมความร้อนแค่ 30 องศาถึงทำลายกาแฟได้ขนาดนี้?

🔵 [ความร้อนที่มองไม่เห็น กำลังขโมยรสชาติในแก้วของคุณ]


ลิลี่ เพ็ค นักชีววิทยาด้านวิวัฒนาการจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย อธิบายกลไกนี้อย่างชัดเจนว่า "ความร้อนที่สูงเกินไปทำให้ต้นกาแฟต้องดึงพลังงานจากการสร้างผลผลิต ไปใช้ในการทำให้ตัวเองเย็นลงเพื่อเอาชีวิตรอด เหมือนกับที่มนุษย์ต้องขับเหงื่ออย่างหนัก"

ผลลัพธ์ที่ได้คือ เมล็ดกาแฟมีขนาดเล็กลง คั่วได้ยากขึ้น และเสียรสชาติดั้งเดิม

ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่ความร้อน อุณหภูมิที่อุ่นขึ้นยังเปิดทางให้ "มอดเจาะผลกาแฟ" (Coffee Berry Borer) ขยายพื้นที่รุกรานสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามภูเขา รูปแบบฝนที่แปรปรวนทำให้เกษตรกรวางแผนเพาะปลูกได้ยาก และที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ เกษตรกรรายย่อยซึ่งผลิตกาแฟถึง 80% ของโลก กำลังไร้ทางออก เพราะในปี 2021 พวกเขาได้รับเงินสนับสนุนเพื่อปรับตัวเพียง 0.36% ของความต้องการทั้งหมดเท่านั้น

แล้วผู้บริโภคอย่างเราจะได้รับผลกระทบแค่ไหน?

🔵 [ราคากาแฟพุ่ง สัญญาณที่ถึงมือผู้บริโภคแล้ว]


วิกฤตในไร่กาแฟกำลังส่งผลถึงกระเป๋าเงินคนดื่มกาแฟทั่วโลกแล้วในตอนนี้

 

ไมค์ ฟอน แมสโซว์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านอาหาร ชี้ว่าราคากาแฟคั่วบดในแคนาดาพุ่งสูงขึ้นถึง 37.4% ในช่วงต้นปี 2026 ขณะที่ออสเตรเลียราคากาแฟแฟลตไวท์เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10% จากต้นทุนเมล็ดกาแฟดิบที่แพงขึ้นเพราะบราซิลขาดแคลนผลผลิต

และหากไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับปลูกกาแฟอาจลดลงถึง 50% ภายในปี 2050 แถบ Bean Belt หรือแถบคาดเมล็ดกาแฟรอบเส้นศูนย์สูตรที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนหลายสิบล้านคน อาจกลายเป็นเพียงตำนานในหนังสือประวัติศาสตร์

แต่ท่ามกลางวิกฤตนี้ ยังมีความหวังจากดอยสูงในเชียงราย...

🔵 [ดอยตุง ทางรอดที่คิดล่วงหน้ากว่า 37 ปี]


ขณะที่โลกกำลังวิตกกับอนาคตของกาแฟ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กำลังเดินหน้าค้นหาคำตอบอย่างเป็นระบบ ด้วยการรวบรวมและวิจัยกาแฟกว่า 30-40 สายพันธุ์ ทดลองปลูกในระดับความสูงที่แตกต่างกันบนดอยตุง จ.เชียงราย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือโลกร้อนที่กำลังคืบคลานเข้ามา

นายประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ ประธานสายปฏิบัติการธุรกิจเพื่อสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดเผยสิ่งที่เกิดขึ้นจริงบนดอยตุงว่า "สภาพอากาศร้อนขึ้น แห้งขึ้น ผลผลิตยากขึ้น ต้องดูแลมากขึ้น ราคากาแฟในอนาคตจึงไม่น่าจะลงไปมาก"

พร้อมระบุว่าปีนี้ราคารับซื้อกาแฟกระโดดจาก 27-28 บาท ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 40 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นเกือบ 30% ซึ่งแม้จะดีต่อรายได้เกษตรกร แต่ก็สะท้อนความตึงตัวของอุปทานกาแฟโลกในเวลาเดียวกัน

🔵 [เพิ่มมูลค่า 5-6 เท่า คือกุญแจสู่ชุมชนที่ยั่งยืน]


แนวคิดของดอยตุงไม่ได้หยุดอยู่แค่การหาสายพันธุ์ใหม่ แต่คือการยกระดับรายได้ชุมชนอย่างยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรแปรรูปกาแฟจากเชอร์รี่เป็นกะลาหรือสารกาแฟในพื้นที่

"ถ้าขายเชอร์รี่ได้ 40 บาท แต่ถ้าเขาแปรรูปเป็นกะลาได้ ราคาจะขยับขึ้นเป็น 200 กว่าบาท เพิ่มมูลค่าได้ 5-6 เท่า" นายประเสริฐกล่าว

ยิ่งไปกว่านั้น ดอยตุงยังก้าวสู่ตลาดพรีเมียม ด้วยการเปิดร้าน The Coffee House by DoiTung ที่ One Bangkok เพื่อพิสูจน์ว่ากาแฟไทยโดยเฉพาะสายพันธุ์ Gesha จากดอยตุงมีคุณภาพระดับโลก และยังพัฒนากาแฟ Carbon Neutral ที่คำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์ตลอดกระบวนการผลิต ซึ่งปัจจุบัน การบินไทย ใช้เสิร์ฟบนเครื่องทั้งหมดแล้ว

ทั้งหมดนี้ดำเนินบนปรัชญา "ปลูกป่า ปลูกคน" ที่มูลนิธิฯ ยึดมั่นมากว่า 37 ปี — เพราะเชื่อว่าการให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างมีรายได้ที่มั่นคง คือรากฐานของความยั่งยืนที่แท้จริง

🔵 [วิกฤตนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของเกษตรกร แต่เป็นเรื่องของทุกคน]


ดร.คริสตินา ดาห์ล รองประธานฝ่ายวิทยาศาสตร์ของ Climate Central ย้ำว่า "การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบต่อกาแฟของเรา" และผลกระทบนั้นไม่หยุดแค่ในไร่ แต่จะถึงมือผู้บริโภคทุกคนในรูปของคุณภาพที่ต่ำลงและราคาที่สูงขึ้น

กาแฟเป็นพืชที่เจริญเติบโตด้วยความสมดุล เมื่อมนุษย์ทำให้สมดุลนั้นพัง มนุษย์ก็ต้องเป็นคนกู้มันกลับคืนมา ก่อนที่กลิ่นหอมของกาแฟในตอนเช้าจะกลายเป็นเพียงความทรงจำ

วันนี้ในฐานะผู้บริโภค คุณสามารถเลือกสนับสนุนกาแฟไทยที่ปลูกอย่างยั่งยืนได้แล้ว แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ รัฐบาลและภาคธุรกิจจะร่วมมือกันช่วยเกษตรกรรายย่อยปรับตัวได้ทันก่อนที่กาแฟไทยจะสูญหายไปจากแผนที่โลกหรือไม่?