เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE: เปิดปมร้อนคอร์รัปชัน! กกร. แฉส่วยสะเทือนใจคนทำงาน รัฐบาลขู่ฟ้องนิติสงคราม? "วิโรจน์" ชี้เป้า "ไม้เด็ดปราบโกง" ที่นายกฯ มีแต่ไม่ยอมใช้!

20 พ.ค. 2569

ARTICLE: เปิดปมร้อนคอร์รัปชัน! กกร. แฉส่วยสะเทือนใจคนทำงาน รัฐบาลขู่ฟ้องนิติสงคราม? "วิโรจน์" ชี้เป้า "ไม้เด็ดปราบโกง" ที่นายกฯ มีแต่ไม่ยอมใช้!

จ่ายส่วย บันทึกบัญชีไม่ได้ ขีดความสามารถประเทศดิ่งลงเหว! เมื่อผลสำรวจคอร์รัปชันของ กกร. กลายเป็นชนวนเหตุให้รัฐมนตรีและนายกฯ ออกมาท้าฟ้องกลับ แทนที่จะเร่งอุดรอยรั่ว... คำถามคือ วันนี้เรากำลังปราบโกงอย่างจริงใจ หรือกำลังใช้ช่องโหว่กฎหมายปิดปากเอกชน?

เจาะลึก 3 ทางออกเชิงโครงสร้าง และ "กฎหมายดองเค็ม" ที่จะช่วยกู้ความเชื่อมั่นของประเทศคืนมา

สะเทือนไปทั้งทำเนียบรัฐบาลและวงการราชการไทย! เมื่อคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. จับมือกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ปล่อยผลสำรวจความเสี่ยงการเรียกรับ "สินบน" และการทุจริตในหน่วยงานรัฐชนิดกวาดทุกตารางนิ้ว ผลสำรวจนี้ทำให้ข้าราชการหลายหน่วยงานนั่งไม่ติดเก้าอี้ ถึงขั้นออกอาการขู่ฟ้องร้องดำเนินคดีกลับหากข้อมูลคลาดเคลื่อน

แต่คำถามสำคัญที่คนไทยวัยทำงานและผู้ประกอบการทุกคนต้องถามในเวลานี้คือ "ท่าทีขู่ฟ้องกลับของรัฐบาล กำลังส่งสัญญาณอันตรายต่อความโปร่งใสและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวหรือไม่?" และแท้จริงแล้ว ทางออกในการปราบปรามการทุจริตอย่างยั่งยืนที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาซ้ำซ้อนคืออะไรกันแน่?
 


🔵 [เมื่อ "ความจริงใต้พรม" ถูกเปิดเผย: ผลสำรวจ กกร. สะเทือนวงการราชการ]


จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดจากการที่คณะทำงาน "Zero Corruption" ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของ 3 สถาบันหลักอย่างสภาหอการค้าฯ, สภาอุตสาหกรรมฯ และสมาคมธนาคารไทย ร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT), สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ), TDRI และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ทำผลสำรวจพฤติกรรมการเรียกรับผลประโยชน์ของหน่วยงานภาครัฐ

ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้มาจาก Social Listening ลอยๆ บนโลกออนไลน์ แต่เป็นการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบจากผู้ประกอบการและ CEO กว่า 400 ตัวอย่างทั่วประเทศที่ต้องดีลกับรัฐโดยตรง ผลลัพธ์ที่ได้ชี้ชัดว่า มีความเสี่ยงในการเรียกรับ "สินบน" สูงมากในหลายภาคส่วน จนทำให้บางหน่วยงาน เช่น กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องรีบตั้งโต๊ะแถลงข่าวตอบโต้อย่างเร่งด่วน โดยอ้างว่าหน่วยงานของตนเป็นฝ่ายวิชาการ ไม่ได้มีอำนาจอนุมัติอนุญาตโดยตรง จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเรียกรับผลประโยชน์
 


🔵 [นิติสงคราม vs การตรวจสอบ: ท่าทีรัฐบาลที่ทำลายความเชื่อมั่นลงทุน]


สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในสายตานักลงทุน ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขการโกง แต่คือ "ทัศนคติของผู้นำประเทศ" ต่อการเปิดเผยข้อมูลการทุจริต

เมื่อกระแสข่าวนี้ดังขึ้น นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล กลับให้สัมภาษณ์ในเชิงว่า ผลสำรวจดังกล่าวเป็นเรื่องของ "ความรู้สึก" หรือ Perception มากกว่าข้อเท็จจริงทางกฎหมาย พร้อมทั้งระบุว่า ถ้าเปิดเผยข้อมูลไม่จริง คนเปิดก็ต้องพร้อมที่จะถูกฟ้องกลับ สอดคล้องกับคุณสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ที่ออกมาปกป้องข้าราชการในสังกัดพร้อมส่งสัญญาณทางกฎหมายเช่นเดียวกัน



วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส. พรรคประชาชน มองเรื่องนี้ผ่านรายการ Nation Live Talk เมื่อ 20 พ.ค. 69 ว่า "อารยประเทศเขาไม่ทำแบบนี้ครับ เพราะเขามีแต่ส่งเสริมให้มีการเปิดเผยข้อมูล เพื่อหน่วยงานรัฐจะได้ไปขันน็อต ป้องกันไม่ให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ แต่ท่าทีของรัฐบาลเช่นนี้ เหมือนการใช้กลไก 'นิติสงคราม' ในการหยุดยั้งการให้ข้อมูลทุจริต แล้วแบบนี้ประชาชนหรือเอกชนรายย่อยคนไหนจะกล้าแจ้งเบาะแส?" 

คุณวิโรจน์ ชี้ชัดว่า การจ่ายส่วยหรือเงินใต้โต๊ะเป็น "ต้นทุนแฝง" ที่ไม่สามารถบันทึกทางบัญชีได้ ส่งผลให้ต้นทุนในการทำธุรกิจของไทยสูงลิ่ว ขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศตกต่ำลง และการที่รัฐมนตรีออกมาแสดงท่าทีขึงขังปกป้องข้าราชการมากกว่าผู้แจ้งเบาะแส กำลังบั่นทอนบรรยากาศการลงทุนของประเทศอย่างรุนแรง


🔵 [เจาะลึก 3 ข้อเสนอ กกร. และ "กฎหมายปราบโกง" ที่ถูกดองเค็มในกฤษฎีกา]


เพื่อเป็นการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม กกร. ได้เข้าพบคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลเพื่อเสนอ 3 ประเด็นหลัก:

  1. ประกาศให้การต่อต้านคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ และจัดตั้งคณะกรรมการร่วมที่มีภาคประชาชนร่วมด้วย
  2. ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Dashboard) เพื่อลดการใช้ดุลพินิจภาครัฐ
  3. ยกระดับความโปร่งใสใน 4 หน่วยงานต้นแบบ ได้แก่ กระทรวงการคลัง, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงเกษตรฯ และกรุงเทพมหานคร


อย่างไรก็ตาม คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นว่า แท้จริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องรอให้แก้กฎหมายใหม่ทั้งหมด เพราะมี "ชุดกฎหมายแก้ทุจริต 4 ฉบับ" ที่ร่างโดยกฤษฎีกาเสร็จตั้งนานแล้ว แต่กลับผ่านสภาออกมาใช้จริงเพียงแค่ 2 ฉบับ (พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทุจริต และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริต)

ส่วนอีก 2 ฉบับที่เป็น "หัวใจสำคัญ" กลับถูก "ดองเค็ม" เงียบหายไปในกฤษฎีกา นั่นคือ:

  1. พ.ร.บ. การขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflict of Interest): กฎหมายที่จะตัดตอนนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงไม่ให้เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง
  2. พ.ร.บ. ติดตามทรัพย์สินที่ได้มาจากการทุจริต: กฎหมายตามยึดทรัพย์คนโกงคืนสู่แผ่นดิน



🔵 [มาตรา 130 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช.: อำนาจนายกฯ ที่ไม่เคยถูกดึงมาใช้ปราบโกง]


นอกเหนือจากกฎหมายที่ถูกดองแล้ว คุณวิโรจน์ยังเสนอ "ยาแรง" ที่นายกฯ สามารถทำได้ทันทีตั้งแต่วันนี้ โดยอาศัยอำนาจตาม มาตรา 130 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. กฎหมายมาตรานี้ระบุว่า นายกรัฐมนตรีสามารถตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อบังคับให้ข้าราชการในตำแหน่งที่มีการใช้ "ดุลพินิจสูง" และเสี่ยงต่อการทุจริต (แม้จะไม่ใช่ข้าราชการระดับสูง) ต้อง ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ต่อหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อตรวจสอบความร่ำรวยผิดปกติ เช่น:
 

  •  เจ้าหน้าที่ตรวจสภาพรถ กรมการขนส่งทางบก (ซึ่งบางรายรวยจนมีเครื่องบินเล็กส่วนตัว)
  •  เจ้าหน้าที่ศุลกากร และเจ้าหน้าที่สรรพากร
  •  ผู้กำกับการสถานีตำรวจทั่วประเทศ
  •  ปลัดอำเภอในพื้นที่ชายแดนที่มีอำนาจออกบัตรประจำตัว


"ตั้งแต่กฎหมายตัวนี้ออกมา ไม่เคยมีรัฐบาลไหนตราพระราชกฤษฎีกานี้มาใช้งานเลย ทั้งที่เป็นไม้เด็ดที่สุดในการจัดการข้าราชการสีเทา เพื่อเปิดทางให้ข้าราชการน้ำดีได้ทำงานอย่างสบายใจ คำถามคือ รัฐบาลจริงใจจะทำเรื่องนี้จริงหรือเปล่า?" อดีต สส. พรรคประชาชน กล่าว


🔵 [หันหน้าเข้าหากัน: ปรับทัศนคติรัฐบาล สู่การสร้าง "Trust" ที่ยั่งยืน]


หากรัฐบาลต้องการสร้างความเชื่อมั่น (Trust) ให้เกิดขึ้นในประเทศตามที่รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายกล่าวไว้ ท่าทีแรกที่ต้องเปลี่ยนคือ "หยุดมองว่าภาคเอกชนเป็นคู่ขัดแย้ง" ผู้ประกอบการที่ทำมาค้าขายอย่างสุจริตคือคนสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้รอดพ้นวิกฤตค่าครองชีพและหนี้สิน พวกเขาไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะต้องมากลั่นแกล้งหรือป้ายสีหน่วยงานรัฐอย่างไร้สาระ หากได้รับการดูแลและการบริการที่โปร่งใสและตรงไปตรงมา

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็น "ผู้คุมกฎที่พร้อมฟ้องร้องกลับ" มาเป็น "ผู้ร่วมมืออุดรอยรั่ว" เพื่อพิสูจน์ความจริงใจในการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างแท้จริง ก่อนที่ต้นทุนแฝงใต้พรมเหล่านี้จะกัดกินเศรษฐกิจไทยจนเกินเยียวยา


💬 คุณล่ะครับมองเรื่องนี้อย่างไร? คิดว่าการใช้กฎหมายขู่ฟ้องกลับ จะช่วยแก้ปัญหาสินบน หรือยิ่งทำให้คนกลัวจนไม่กล้าพูดความจริงกันแน่? และคุณอยากเห็นรัฐบาลนำมาตรา 130 มาบังคับใช้ยื่นบัญชีทรัพย์สินกับตำแหน่งไหนมากที่สุด?

 

ดู Nation Live Talk