คุณวิโรจน์ ชี้ชัดว่า การจ่ายส่วยหรือเงินใต้โต๊ะเป็น "ต้นทุนแฝง" ที่ไม่สามารถบันทึกทางบัญชีได้ ส่งผลให้ต้นทุนในการทำธุรกิจของไทยสูงลิ่ว ขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศตกต่ำลง และการที่รัฐมนตรีออกมาแสดงท่าทีขึงขังปกป้องข้าราชการมากกว่าผู้แจ้งเบาะแส กำลังบั่นทอนบรรยากาศการลงทุนของประเทศอย่างรุนแรง
🔵 [เจาะลึก 3 ข้อเสนอ กกร. และ "กฎหมายปราบโกง" ที่ถูกดองเค็มในกฤษฎีกา]
เพื่อเป็นการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม กกร. ได้เข้าพบคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลเพื่อเสนอ 3 ประเด็นหลัก:
- ประกาศให้การต่อต้านคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ และจัดตั้งคณะกรรมการร่วมที่มีภาคประชาชนร่วมด้วย
- ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Dashboard) เพื่อลดการใช้ดุลพินิจภาครัฐ
- ยกระดับความโปร่งใสใน 4 หน่วยงานต้นแบบ ได้แก่ กระทรวงการคลัง, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงเกษตรฯ และกรุงเทพมหานคร
อย่างไรก็ตาม คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นว่า แท้จริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องรอให้แก้กฎหมายใหม่ทั้งหมด เพราะมี "ชุดกฎหมายแก้ทุจริต 4 ฉบับ" ที่ร่างโดยกฤษฎีกาเสร็จตั้งนานแล้ว แต่กลับผ่านสภาออกมาใช้จริงเพียงแค่ 2 ฉบับ (พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทุจริต และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริต)
ส่วนอีก 2 ฉบับที่เป็น "หัวใจสำคัญ" กลับถูก "ดองเค็ม" เงียบหายไปในกฤษฎีกา นั่นคือ:
- พ.ร.บ. การขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflict of Interest): กฎหมายที่จะตัดตอนนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงไม่ให้เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง
- พ.ร.บ. ติดตามทรัพย์สินที่ได้มาจากการทุจริต: กฎหมายตามยึดทรัพย์คนโกงคืนสู่แผ่นดิน
🔵 [มาตรา 130 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช.: อำนาจนายกฯ ที่ไม่เคยถูกดึงมาใช้ปราบโกง]
นอกเหนือจากกฎหมายที่ถูกดองแล้ว คุณวิโรจน์ยังเสนอ "ยาแรง" ที่นายกฯ สามารถทำได้ทันทีตั้งแต่วันนี้ โดยอาศัยอำนาจตาม มาตรา 130 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. กฎหมายมาตรานี้ระบุว่า นายกรัฐมนตรีสามารถตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อบังคับให้ข้าราชการในตำแหน่งที่มีการใช้ "ดุลพินิจสูง" และเสี่ยงต่อการทุจริต (แม้จะไม่ใช่ข้าราชการระดับสูง) ต้อง ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ต่อหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อตรวจสอบความร่ำรวยผิดปกติ เช่น:
- เจ้าหน้าที่ตรวจสภาพรถ กรมการขนส่งทางบก (ซึ่งบางรายรวยจนมีเครื่องบินเล็กส่วนตัว)
- เจ้าหน้าที่ศุลกากร และเจ้าหน้าที่สรรพากร
- ผู้กำกับการสถานีตำรวจทั่วประเทศ
- ปลัดอำเภอในพื้นที่ชายแดนที่มีอำนาจออกบัตรประจำตัว
"ตั้งแต่กฎหมายตัวนี้ออกมา ไม่เคยมีรัฐบาลไหนตราพระราชกฤษฎีกานี้มาใช้งานเลย ทั้งที่เป็นไม้เด็ดที่สุดในการจัดการข้าราชการสีเทา เพื่อเปิดทางให้ข้าราชการน้ำดีได้ทำงานอย่างสบายใจ คำถามคือ รัฐบาลจริงใจจะทำเรื่องนี้จริงหรือเปล่า?" อดีต สส. พรรคประชาชน กล่าว
🔵 [หันหน้าเข้าหากัน: ปรับทัศนคติรัฐบาล สู่การสร้าง "Trust" ที่ยั่งยืน]
หากรัฐบาลต้องการสร้างความเชื่อมั่น (Trust) ให้เกิดขึ้นในประเทศตามที่รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายกล่าวไว้ ท่าทีแรกที่ต้องเปลี่ยนคือ "หยุดมองว่าภาคเอกชนเป็นคู่ขัดแย้ง" ผู้ประกอบการที่ทำมาค้าขายอย่างสุจริตคือคนสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้รอดพ้นวิกฤตค่าครองชีพและหนี้สิน พวกเขาไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะต้องมากลั่นแกล้งหรือป้ายสีหน่วยงานรัฐอย่างไร้สาระ หากได้รับการดูแลและการบริการที่โปร่งใสและตรงไปตรงมา
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็น "ผู้คุมกฎที่พร้อมฟ้องร้องกลับ" มาเป็น "ผู้ร่วมมืออุดรอยรั่ว" เพื่อพิสูจน์ความจริงใจในการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างแท้จริง ก่อนที่ต้นทุนแฝงใต้พรมเหล่านี้จะกัดกินเศรษฐกิจไทยจนเกินเยียวยา
💬 คุณล่ะครับมองเรื่องนี้อย่างไร? คิดว่าการใช้กฎหมายขู่ฟ้องกลับ จะช่วยแก้ปัญหาสินบน หรือยิ่งทำให้คนกลัวจนไม่กล้าพูดความจริงกันแน่? และคุณอยากเห็นรัฐบาลนำมาตรา 130 มาบังคับใช้ยื่นบัญชีทรัพย์สินกับตำแหน่งไหนมากที่สุด?
ดู Nation Live Talk