🔵 [กัมพูชาต้องการอะไร — บนโต๊ะเจรจา]
ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้เข้าร่วมการประชุมมือเปล่า ฮุน มาเนตเรียกร้องอย่างตรงไปตรงมาว่า ขอให้ปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างครบถ้วนและทันที โดยเฉพาะข้อที่ 3 ซึ่งกำหนดให้ JBC กลับมาเริ่มสำรวจและปักปันเขตแดนโดยเร็ว
พร้อมย้ำหลักการที่ฟังดูแข็งกร้าวแต่เป็นท่าทีที่ชัดเจน — "พรมแดนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือกำหนดได้ด้วยการใช้กำลังหรือการบีบบังคับอย่างไม่เป็นธรรม"
ขณะเดียวกัน กัมพูชายังประกาศว่าเริ่มกระบวนการภายใต้ UNCLOS แล้ว หลังจากไทยถอนตัวจาก MOU 2001 โดยมองว่านี่คือ "แนวทางสันติที่จะนำไปสู่ทางออกที่เป็นธรรม"
🔵 [อนุทิน vs กระแสชาตินิยม — ทดสอบความเชื่อมั่น]
หนึ่งในประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุดของการเจรจาครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องประชุม แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของคนไทยที่ติดตามข่าว
นายกฯ อนุทินขึ้นสู่อำนาจท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่ร้อนแรงจากวิกฤตชายแดน การที่เขาตัดสินใจนั่งลงบนโต๊ะเจรจากับฝ่ายกัมพูชา จึงเป็นสิ่งที่หลายคนจับตามองอย่างระมัดระวัง
อย่างไรก็ตาม ถ้อยแถลงของอนุทินในวันนี้สะท้อนการรักษาสมดุลสองทาง คือ เปิดประตูสู่การเจรจา ในขณะที่ปิดประตูสู่การยอมจำนน โดยย้ำว่าการเจรจาทุกขั้นตอนจะต้องยึดข้อตกลงหยุดยิง และขอให้ทั้งสองฝ่ายใช้กรอบทวิภาคี ปราศจากแรงกดดันจากประเทศที่สาม
"ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน สิ่งที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เพราะความขัดแย้งนำมาซึ่งแต่ความสูญเสียและความทุกข์ยาก" นายกฯ อนุทิน กล่าวช่วงหนึ่งในการแถลง
🔵 [จากนี้ไป — เส้นทางข้างหน้ายังยาวไกล]
ผลการประชุมที่เซบูไม่ใช่ชัยชนะ และไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือการ "วางหมุด" ให้กระบวนการเจรจาเดินต่อได้โดยไม่ระเบิดก่อน
สิ่งที่จะชี้ชะตาที่แท้จริงคือสิ่งที่จะเกิดขึ้น หลังจากนี้ — เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายนั่งลงหารือในรายละเอียด เมื่อ JBC กลับมาทำงาน และเมื่อวาระของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนสิ้นสุดลงในเดือนกรกฎาคม
เส้นทางสู่สันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นต้องอาศัยมากกว่าการจับมือกันหน้ากล้อง — มันต้องการความจริงใจในทุกก้าวที่เดินต่อจากนี้
แล้วคุณคิดว่า การที่นายกฯ อนุทินตัดสินใจนั่งลงบนโต๊ะเจรจา ถือเป็นก้าวที่ถูกต้องสำหรับประเทศไทยหรือไม่? และอะไรคือสิ่งที่รัฐบาลควรต้องรักษาไว้ให้ได้มากที่สุดในการเจรจาขั้นต่อไป?