เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY: "อนุทิน" เจรจา "ฮุน มาเนต" ครั้งแรก! เปิดผลสรุปหารือ 3 ฝ่าย ไทย-กัมพูชา-ฟิลิปปินส์ ที่เซบู ไม่มีการเปิดพรมแดน แต่เดินหน้าสู่สันติภาพ

08 พ.ค. 2569

STORY: "อนุทิน" เจรจา "ฮุน มาเนต" ครั้งแรก! เปิดผลสรุปหารือ 3 ฝ่าย ไทย-กัมพูชา-ฟิลิปปินส์ ที่เซบู ไม่มีการเปิดพรมแดน แต่เดินหน้าสู่สันติภาพ

5 เดือนผ่านไปหลังปะทะชายแดนรอบล่าสุด ผู้นำทั้งสองประเทศได้นั่งคุยกันอีกครั้ง แต่ประเทศไทยได้หรือเสียอะไรจากโต๊ะเจรจาที่เซบู?

เมื่อคืนวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรม Shangri-La Mactan เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ นายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล และ นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต ได้นั่งลงบนโต๊ะเจรจาเดียวกัน — เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 5 เดือน นับตั้งแต่ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชารอบล่าสุดปะทุขึ้น ท่ามกลางการจับตามองของประชาชนชาวไทยทั่วประเทศว่า ผู้นำที่ขึ้นสู่อำนาจบนกระแสชาตินิยมจะรักษาผลประโยชน์ของชาติไว้ได้จริงแค่ไหน


🔵 [ทำไมฟิลิปปินส์ถึงกลายเป็น "คนกลาง"?]


การหารือครั้งนี้เกิดขึ้นในกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ซึ่งฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพในฐานะประธานอาเซียนประจำปี 2026 ประธานาธิบดี มาร์โคส จูเนียร์ ตัดสินใจใช้โอกาสนี้เปิดพื้นที่ให้ทั้งสองฝ่ายได้คุยกันตรงๆ โดยยึดหลักการอาเซียนสามข้อ ได้แก่ การเคารพอธิปไตย การไม่แทรกแซงกิจการภายใน และการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ

มาร์โคส จูเนียร์ระบุว่า "ครอบครัวอาเซียนพร้อมสนับสนุนการเจรจา การสร้างความไว้วางใจ และการธำรงสันติภาพในภูมิภาค" พร้อมประกาศขยายวาระของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT ออกไปอีก 3 เดือน ไปจนถึงเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและรับรองการปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆ ที่ทำร่วมกัน
 


🔵 [5 เดือนที่ไร้เสียงปืน — ข้อเท็จจริงที่ต้องรับรู้]


สิ่งที่น่าสังเกตที่สุดจากคำแถลงของนายกฯ อนุทินคือประโยคนี้ — "ตลอดระยะเวลากว่า 5 เดือนที่ผ่านมา ไม่ปรากฏเหตุการณ์ความรุนแรงตลอดแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ"

ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะมันหมายความว่า กลไกหยุดยิงที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ยังคงมีผล และการประชุมที่เซบูครั้งนี้ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของสันติภาพ แต่เป็นการยืนยันและต่อยอดบนฐานที่มีอยู่แล้ว

แล้วก้าวต่อไปคืออะไร? นั่นคือสิ่งที่ทำให้การประชุมครั้งนี้น่าจับตามอง

🔵 [ไทยยอมอะไร — และยืนหยัดอะไรไว้?]


ความกังวลของประชาชนไทยจำนวนมากหลังข่าวการเจรจาออกมาคือ "ได้อะไรกลับมาบ้าง?" ซึ่งนายกฯ อนุทินได้ชี้แจงไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า

  • สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น: ยังไม่มีการเจรจาเรื่องการกำหนดเขตแดน และยังไม่มีการเปิดพรมแดน
  • สิ่งที่ตกลงกันแล้ว: ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้ใช้กรอบ UNCLOS (อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล) เป็นแนวทางหลักสำหรับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล หลังจากไทยยกเลิก MOU 2544 ไปแล้ว ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้รับทราบและเข้าใจในจุดยืนนี้แล้ว
  • สิ่งที่จะเริ่มเดินหน้า: มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย สานต่อในกรอบ JBC (คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม) และ GBC (คณะกรรมการชายแดนทั่วไป) อย่างค่อยเป็นค่อยไป


นายกฯ ย้ำชัดว่า "ประเทศไทยจะรักษาเกียรติภูมิ อธิปไตย และผลประโยชน์ของประชาชนไทยอย่างเต็มที่ โดยจะดำเนินทุกแนวทางด้วยความรอบคอบ"

🔵 [กัมพูชาต้องการอะไร — บนโต๊ะเจรจา]

 

ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้เข้าร่วมการประชุมมือเปล่า ฮุน มาเนตเรียกร้องอย่างตรงไปตรงมาว่า ขอให้ปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างครบถ้วนและทันที โดยเฉพาะข้อที่ 3 ซึ่งกำหนดให้ JBC กลับมาเริ่มสำรวจและปักปันเขตแดนโดยเร็ว

พร้อมย้ำหลักการที่ฟังดูแข็งกร้าวแต่เป็นท่าทีที่ชัดเจน — "พรมแดนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือกำหนดได้ด้วยการใช้กำลังหรือการบีบบังคับอย่างไม่เป็นธรรม"

ขณะเดียวกัน กัมพูชายังประกาศว่าเริ่มกระบวนการภายใต้ UNCLOS แล้ว หลังจากไทยถอนตัวจาก MOU 2001 โดยมองว่านี่คือ "แนวทางสันติที่จะนำไปสู่ทางออกที่เป็นธรรม"



🔵 [อนุทิน vs กระแสชาตินิยม — ทดสอบความเชื่อมั่น]


หนึ่งในประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุดของการเจรจาครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องประชุม แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของคนไทยที่ติดตามข่าว

นายกฯ อนุทินขึ้นสู่อำนาจท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่ร้อนแรงจากวิกฤตชายแดน การที่เขาตัดสินใจนั่งลงบนโต๊ะเจรจากับฝ่ายกัมพูชา จึงเป็นสิ่งที่หลายคนจับตามองอย่างระมัดระวัง

อย่างไรก็ตาม ถ้อยแถลงของอนุทินในวันนี้สะท้อนการรักษาสมดุลสองทาง คือ เปิดประตูสู่การเจรจา ในขณะที่ปิดประตูสู่การยอมจำนน โดยย้ำว่าการเจรจาทุกขั้นตอนจะต้องยึดข้อตกลงหยุดยิง และขอให้ทั้งสองฝ่ายใช้กรอบทวิภาคี ปราศจากแรงกดดันจากประเทศที่สาม



"ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน สิ่งที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เพราะความขัดแย้งนำมาซึ่งแต่ความสูญเสียและความทุกข์ยาก"  นายกฯ อนุทิน กล่าวช่วงหนึ่งในการแถลง



🔵 [จากนี้ไป — เส้นทางข้างหน้ายังยาวไกล]


ผลการประชุมที่เซบูไม่ใช่ชัยชนะ และไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือการ "วางหมุด" ให้กระบวนการเจรจาเดินต่อได้โดยไม่ระเบิดก่อน

สิ่งที่จะชี้ชะตาที่แท้จริงคือสิ่งที่จะเกิดขึ้น หลังจากนี้ — เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายนั่งลงหารือในรายละเอียด เมื่อ JBC กลับมาทำงาน และเมื่อวาระของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนสิ้นสุดลงในเดือนกรกฎาคม

เส้นทางสู่สันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นต้องอาศัยมากกว่าการจับมือกันหน้ากล้อง — มันต้องการความจริงใจในทุกก้าวที่เดินต่อจากนี้

แล้วคุณคิดว่า การที่นายกฯ อนุทินตัดสินใจนั่งลงบนโต๊ะเจรจา ถือเป็นก้าวที่ถูกต้องสำหรับประเทศไทยหรือไม่? และอะไรคือสิ่งที่รัฐบาลควรต้องรักษาไว้ให้ได้มากที่สุดในการเจรจาขั้นต่อไป?