เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE: "แลนด์บริดจ์" ได้คุ้มเสีย? ป่าชายเลน-น้ำจืดอ่วม "ชัยวัฒน์" แฉ "อาม่า" กว้านซื้อที่ดินล่วงหน้า ขณะรัฐเดินหน้าตั้งบอร์ดศึกษา 90 วัน

06 พ.ค. 2569

ARTICLE: "แลนด์บริดจ์" ได้คุ้มเสีย? ป่าชายเลน-น้ำจืดอ่วม "ชัยวัฒน์" แฉ "อาม่า" กว้านซื้อที่ดินล่วงหน้า ขณะรัฐเดินหน้าตั้งบอร์ดศึกษา 90 วัน

โครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลบอกว่าจะสร้างงานกว่า 280,000 ตำแหน่ง และพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคใต้นั้น... คนไทยจะได้อะไรจริงๆ หรือแค่แบกรับความเสี่ยงให้คนอื่น?

กระแสถกเถียงโครงการ "แลนด์บริดจ์" ยังคงร้อนแรง ทั้งจากผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ฝ่ายค้านในรัฐสภา และตัวแทนรัฐบาล หลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งสำนักนายกฯ ที่ 133/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการ นำโดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็นประธาน มีกรอบเวลา 90 วัน

 

แต่คำถามที่สังคมอยากได้คำตอบมากกว่านั้นคือ — ในช่วง 90 วันที่ว่า ใครกำลังทำอะไรอยู่บ้างในพื้นที่?

 

🔵 [อดีต ผอ.สำนักอุทยานฯ เตือน รัฐพูดแต่ข้อดี ไม่บอกความจริง]

นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Nation Live Talk ย้ำชัดว่าตนไม่ได้คัดค้านโครงการ แต่เรียกร้องความจริงใจจากรัฐบาล

 

 "รัฐบาลควรพูดข้อมูลให้ครบถ้วนอย่างมืออาชีพ ไม่ใช่พูดแต่ข้อดีหรือผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับฝ่ายเดียว"

 

นายชัยวัฒน์ยังมองว่าการที่รัฐบาลชะลอการลงพื้นที่และปรับลดระยะเวลาสัมปทานจาก 99 ปี เหลือ 50 ปี ไม่ใช่การรับฟังเสียงประชาชนอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่เป็น "การถอยเพื่อลดกระแสคัดค้าน รอจังหวะมากกว่า"

🔵 [บทเรียน EEC ที่ยังไม่เรียนจบ: เมืองของใคร?]

หนึ่งในข้อกังวลที่นายชัยวัฒน์หยิบยกขึ้นมาคือบทเรียนจาก เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเมื่อโครงการเดินหน้า ชาวต่างชาติกลับเข้ามาเช่าซื้อพื้นที่และครอบครองธุรกิจท้องถิ่น โดยที่คนไทยในพื้นที่ไม่ได้รับการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง

 

"รัฐบาลควรไปจัดเวทีรับฟังที่ EEC ให้คนระนองและชุมพรเห็นภาพจริงว่า เมื่อเขตเศรษฐกิจพิเศษเกิดขึ้น พื้นที่นั้นจะกลายเป็นเมืองของใคร"

ดู Nation Live Talk เต็มๆ ที่นี่ 

 

ด้าน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน สะท้อนมุมเดียวกันว่า รัฐบาลกำลังฉวยโอกาสจากความต้องการเครื่องจักรทางเศรษฐกิจของคนใต้ โดยไม่ตอบคำถามที่ตรงจุดว่า "เม็ดเงินที่สร้างนั้น สร้างให้กับใคร?"

 

🔵 [วิกฤตน้ำจืด-ป่าชายเลน: ต้นทุนที่ไม่มีใครพูดถึง]


นายชัยวัฒน์ชี้ว่าอุตสาหกรรมในโครงการแลนด์บริดจ์ต้องใช้น้ำจืดมหาศาล มากกว่า EEC "หลายร้อยหลายพันเท่า" แต่ปัจจุบัน ชุมพรและระนองมีอ่างเก็บน้ำรวมกันความจุเพียง 27 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งไม่เพียงพอแม้แต่การเกษตร

 

หากโครงการเดินหน้า รัฐจำเป็นต้องสร้างเขื่อนเพิ่ม ซึ่งหมายถึงการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้และแย่งน้ำจากชุมชนดั้งเดิม นอกจากนี้ การถมทะเลสร้างท่าเรือน้ำลึกสองฝั่งรวมกันกว่า 15,000 ไร่ จะทำลายป่าชายเลนในเขต "ชีวมณฑล" ที่มีความเปราะบางสูงมาก

🔵 [ระเบิดเวลา "อาม่า": กว้านซื้อที่ดิน รู้ข้อมูลวงในล่วงหน้า?]


นี่คือประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดในขณะนี้ นายชัยวัฒน์เปิดเผยว่า มีกลุ่มทุนที่เรียกกันว่า "อาม่า" รู้ข้อมูลวงในล่วงหน้าเกี่ยวกับการขีดเส้นเขตที่ดิน (One Map) จึงเข้าไปกว้านซื้อที่ดิน ส.ค.1, น.ส.3 ในบริเวณที่คาดว่าจะสร้างท่าเรือน้ำลึก ทั้งในจังหวัดระนองและชุมพร รวมถึงพื้นที่แก้มลิง 700 ไร่ ที่รัฐเคยชนะคดีศาลฎีกาแล้ว

 

ยิ่งไปกว่านั้น นายชัยวัฒน์เตือนว่า กรมที่ดินกำลังมีนโยบายให้ผู้ถือครองเอกสารสิทธิ์เดิมมาออกเป็นโฉนด ซึ่งเขามองว่าเป็น "กระบวนการ 'ฟอกขาว' ทำให้ที่ดินที่ได้มาโดยมิชอบกลายเป็นที่ดินถูกกฎหมาย"

 

เมื่อออกเป็นโฉนดแล้ว อำนาจประมวลกฎหมายที่ดินจะอยู่เหนือ พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.อุทยานฯ ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำเนินการได้อีก — เรื่องนี้นายชัยวัฒน์เตรียมยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว

 

ด้าน น.ส.ภคมน ก็หยิบประเด็นนี้มาขยายในรัฐสภา โดยระบุว่าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการกว้านซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ ในพื้นที่อ่าวเคย จังหวัดระนอง จากบริษัทนอมินีที่คนในพื้นที่รู้จักดีในชื่อ "อาม่า" และฝากถามตรงๆ ถึง รมว.พิพัฒน์ ว่า "ท่านเป็นรัฐมนตรีเชี่ยวชาญภาคใต้ ท่านต้องรู้แน่นอนถ้าจะไปจริงๆ"

 

🔵 [ภูมิรัฐศาสตร์: ไพ่ใบสำคัญ หรือกับดักมหาอำนาจ?]

 

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงหลังประชุม ครม.เงา เตือนว่าโครงการนี้ซ่อนความเสี่ยงอีก 2 ชั้น คือ ร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ที่อาจ "บายพาส" กฎหมายเดิม และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่อ้างว่าช่วยเรื่องสงครามตะวันออกกลาง-ช่องแคบฮอร์มุซ

 

"ยิ่งเอาปัจจัยเหล่านี้มาพิจารณา ก็ยิ่งทำให้เรากังวล เพราะนี่คือไพ่สำคัญของประเทศที่ไม่ควรไปทิ้งให้มหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง"

 

ขณะที่ นายพิศาล มาณวพัฒน์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ฝากคำถามว่า หากประเทศมหาอำนาจรู้ว่าการลงทุนไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังพร้อมมาลงทุน ยิ่งต้องตั้งคำถามว่า — พวกเขามาเพื่ออะไรกันแน่?

 

🔵 [รัฐบาลชี้แจง: PPP ไม่ลงทุนฝ่ายเดียว ดีกว่าคลองไทย]

 

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ยืนยันว่ารัฐบาลจะนำรายงาน สนข. ฉบับใหม่มาประกอบการพิจารณาด้วย โดยรายงานนี้ครอบคลุมระบบท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซ ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าโครงการอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมระบุว่าการลงทุนเป็นรูปแบบ PPP (ภาครัฐ-เอกชนร่วมทุน) ไม่ใช่รัฐแบกรับเพียงฝ่ายเดียว และเปิดกว้างทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ

 

ส่วนกรณีคลองไทย นายสิริพงศ์ปิดประตูชัดเจน โดยเปรียบเทียบว่าแลนด์บริดจ์ใช้งบ 9 แสนล้านบาท ขณะที่คลองไทยต้องใช้ถึง 2 ล้านล้านบาท และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (FIRR) ของแลนด์บริดจ์ดีกว่าชัดเจน

 

"ข้อเสนอต่างๆ มีความเป็นไปได้ทั้งหมด เราฟังข้อเสนอของทุกฝ่าย"

 

🔵 [บอร์ดเอกนิติ 90 วัน: ใครนั่งเก้าอี้ "ตัวแทนประชาชน"?]

 

คำสั่งสำนักนายกฯ ที่ 133/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการที่มีทั้งรัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูง และตัวแทนภาคเอกชน รวมกว่า 27 ตำแหน่ง แต่ที่น่าจับตาคือข้อ 1.23 ระบุว่า มี "ผู้แทนภาคประชาชนซึ่งอยู่ในพื้นที่โครงการ จำนวนไม่เกิน 3 คน" เป็นกรรมการ

 

คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ — ใคร? มาจากองค์กรไหน? และใครเป็นคนเลือก?

 

ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลลงไปฟังประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ "ประชาชนจัดตั้ง" คำตอบของคำถามนี้อาจเป็นบทพิสูจน์แรกว่า รัฐบาลจริงใจหรือแค่ทำตามขั้นตอน

 

 "ไม่มีใครยั่งยืนในการพัฒนา โครงการแลนด์บริดจ์ ประเทศไทย คนไทยไม่ได้อะไรมาเลยจากตรงนี้" — อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กล่าวทิ้งท้าย

 

แลนด์บริดจ์อยู่ในมือของคณะกรรมการชุดใหม่แล้ว — แต่คำถามที่ยังรอคำตอบมีมากกว่า 90 วันจะให้ได้ ทั้งเรื่องที่ดินที่กว้านซื้อไปแล้ว ป่าชายเลนที่ไม่อาจคืนชีพ และระบบนิเวศที่ไม่มีราคาอยู่ในสมการของ FIRR

 

โครงการนี้จะสร้างอนาคตให้คนใต้ หรือสร้างความมั่งคั่งให้ใครบางคนที่ซื้อที่ดินไว้รอแล้ว? และคุณคิดว่า "ผู้แทนภาคประชาชน 3 คน" ในบอร์ดเอกนิติ ควรเป็นใคร?