🔵 [ระเบิดเวลา "อาม่า": กว้านซื้อที่ดิน รู้ข้อมูลวงในล่วงหน้า?]
นี่คือประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดในขณะนี้ นายชัยวัฒน์เปิดเผยว่า มีกลุ่มทุนที่เรียกกันว่า "อาม่า" รู้ข้อมูลวงในล่วงหน้าเกี่ยวกับการขีดเส้นเขตที่ดิน (One Map) จึงเข้าไปกว้านซื้อที่ดิน ส.ค.1, น.ส.3 ในบริเวณที่คาดว่าจะสร้างท่าเรือน้ำลึก ทั้งในจังหวัดระนองและชุมพร รวมถึงพื้นที่แก้มลิง 700 ไร่ ที่รัฐเคยชนะคดีศาลฎีกาแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น นายชัยวัฒน์เตือนว่า กรมที่ดินกำลังมีนโยบายให้ผู้ถือครองเอกสารสิทธิ์เดิมมาออกเป็นโฉนด ซึ่งเขามองว่าเป็น "กระบวนการ 'ฟอกขาว' ทำให้ที่ดินที่ได้มาโดยมิชอบกลายเป็นที่ดินถูกกฎหมาย"
เมื่อออกเป็นโฉนดแล้ว อำนาจประมวลกฎหมายที่ดินจะอยู่เหนือ พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.อุทยานฯ ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำเนินการได้อีก — เรื่องนี้นายชัยวัฒน์เตรียมยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว
ด้าน น.ส.ภคมน ก็หยิบประเด็นนี้มาขยายในรัฐสภา โดยระบุว่าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการกว้านซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ ในพื้นที่อ่าวเคย จังหวัดระนอง จากบริษัทนอมินีที่คนในพื้นที่รู้จักดีในชื่อ "อาม่า" และฝากถามตรงๆ ถึง รมว.พิพัฒน์ ว่า "ท่านเป็นรัฐมนตรีเชี่ยวชาญภาคใต้ ท่านต้องรู้แน่นอนถ้าจะไปจริงๆ"
🔵 [ภูมิรัฐศาสตร์: ไพ่ใบสำคัญ หรือกับดักมหาอำนาจ?]
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงหลังประชุม ครม.เงา เตือนว่าโครงการนี้ซ่อนความเสี่ยงอีก 2 ชั้น คือ ร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ที่อาจ "บายพาส" กฎหมายเดิม และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่อ้างว่าช่วยเรื่องสงครามตะวันออกกลาง-ช่องแคบฮอร์มุซ
"ยิ่งเอาปัจจัยเหล่านี้มาพิจารณา ก็ยิ่งทำให้เรากังวล เพราะนี่คือไพ่สำคัญของประเทศที่ไม่ควรไปทิ้งให้มหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง"
ขณะที่ นายพิศาล มาณวพัฒน์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ฝากคำถามว่า หากประเทศมหาอำนาจรู้ว่าการลงทุนไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังพร้อมมาลงทุน ยิ่งต้องตั้งคำถามว่า — พวกเขามาเพื่ออะไรกันแน่?
🔵 [รัฐบาลชี้แจง: PPP ไม่ลงทุนฝ่ายเดียว ดีกว่าคลองไทย]
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ยืนยันว่ารัฐบาลจะนำรายงาน สนข. ฉบับใหม่มาประกอบการพิจารณาด้วย โดยรายงานนี้ครอบคลุมระบบท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซ ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าโครงการอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมระบุว่าการลงทุนเป็นรูปแบบ PPP (ภาครัฐ-เอกชนร่วมทุน) ไม่ใช่รัฐแบกรับเพียงฝ่ายเดียว และเปิดกว้างทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ
ส่วนกรณีคลองไทย นายสิริพงศ์ปิดประตูชัดเจน โดยเปรียบเทียบว่าแลนด์บริดจ์ใช้งบ 9 แสนล้านบาท ขณะที่คลองไทยต้องใช้ถึง 2 ล้านล้านบาท และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (FIRR) ของแลนด์บริดจ์ดีกว่าชัดเจน
"ข้อเสนอต่างๆ มีความเป็นไปได้ทั้งหมด เราฟังข้อเสนอของทุกฝ่าย"
🔵 [บอร์ดเอกนิติ 90 วัน: ใครนั่งเก้าอี้ "ตัวแทนประชาชน"?]
คำสั่งสำนักนายกฯ ที่ 133/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการที่มีทั้งรัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูง และตัวแทนภาคเอกชน รวมกว่า 27 ตำแหน่ง แต่ที่น่าจับตาคือข้อ 1.23 ระบุว่า มี "ผู้แทนภาคประชาชนซึ่งอยู่ในพื้นที่โครงการ จำนวนไม่เกิน 3 คน" เป็นกรรมการ
คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ — ใคร? มาจากองค์กรไหน? และใครเป็นคนเลือก?
ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลลงไปฟังประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ "ประชาชนจัดตั้ง" คำตอบของคำถามนี้อาจเป็นบทพิสูจน์แรกว่า รัฐบาลจริงใจหรือแค่ทำตามขั้นตอน
"ไม่มีใครยั่งยืนในการพัฒนา โครงการแลนด์บริดจ์ ประเทศไทย คนไทยไม่ได้อะไรมาเลยจากตรงนี้" — อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กล่าวทิ้งท้าย
แลนด์บริดจ์อยู่ในมือของคณะกรรมการชุดใหม่แล้ว — แต่คำถามที่ยังรอคำตอบมีมากกว่า 90 วันจะให้ได้ ทั้งเรื่องที่ดินที่กว้านซื้อไปแล้ว ป่าชายเลนที่ไม่อาจคืนชีพ และระบบนิเวศที่ไม่มีราคาอยู่ในสมการของ FIRR
โครงการนี้จะสร้างอนาคตให้คนใต้ หรือสร้างความมั่งคั่งให้ใครบางคนที่ซื้อที่ดินไว้รอแล้ว? และคุณคิดว่า "ผู้แทนภาคประชาชน 3 คน" ในบอร์ดเอกนิติ ควรเป็นใคร?