🔵 ["สมชัย" สวนกลับ ท้าอย่าถอนแจ้งความ]
สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.หนึ่งในผู้ถูกแจ้งความ ได้ออกมาตอบโต้ดุเดือดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า "โปรดอย่าถอนการแจ้งความ" อ.สมชัย เตรียมฟ้องกลับในคดีอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อกลั่นแกล้งประชาชน พร้อมฟ้องแพ่งเรียกร้องค่าเสียหาย โดยเน้นย้ำว่า "หากแพ้โปรดใช้เงินส่วนตัว อย่าเอาภาษีประชาชนมาจ่าย"
ไม้เด็ดของเรื่องนี้คือ อ.สมชัย ระบุว่าหากคดีขึ้นสู่ศาล นี่จะเป็นโอกาสทองในการใช้อำนาจศาลเรียกพยานหลักฐานที่ กกต. เคยปกปิดไว้ เช่น สัญญาจ้างพิมพ์บัตร (TOR) หรือรายงานการประชุม มาเปิดเผยต่อสาธารณะ พร้อมทิ้งปมตลกร้ายว่า ในวันที่เกิดเหตุที่คันนายาวนั้น ตัวเขาเองกำลังขี่จักรยานท่องเที่ยวอยู่ที่เกาะเกร็ด จ.นนทบุรี ตั้งแต่เช้าถึงเย็น!
แต่ผลกระทบของคดีนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ตัวบุคคล เพราะเมื่อ "สื่อมวลชน" ถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย สังคมจึงเริ่มตั้งคำถามว่า นี่คือสัญญาณของการคุกคามเสรีภาพหรือไม่?
🔵 [เสียงสะท้อนจากสังคม: หวั่นฟ้องปิดปาก คุกคามเสรีภาพสื่อ]
การดำเนินคดีครั้งนี้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างหนักในวงการสื่อและภาคประชาชน สำนักข่าว SPACEBAR ยืนยันว่าช่างภาพปฏิบัติหน้าที่ตามหลักวิชาชีพ เพื่อรายงานข้อเท็จจริงและตรวจสอบการเลือกตั้ง โดย มิได้ละเมิดกฏหมายและไม่มีอคติใดๆ ต่อ กกต. และเรียกร้องขอให้ กกต.ต้องหยุดใช้กฏหมายข่มขู่คุกคามสื่อ
สอดคล้องกับ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่ออกมาเตือนว่าการใช้ข้อหาอาญาร้ายแรงอย่าง "อั้งยี่" อาจสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว ต่อเสรีภาพสื่อ ขณะที่พรรคการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็ชี้ว่า นี่อาจเป็นการกระทำที่เข้าข่ายการฟ้องเพื่อปิดปากสาธารณะ (SLAPP) ซึ่งขัดต่อหลักความโปร่งใสในระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง
แล้วบทสรุปของศึกระหว่าง "ผู้กำกับดูแล" กับ "ผู้ตรวจสอบ" จะไปจบที่ตรงไหน?และสังคมไทยจะได้อะไรจากเหตุการณ์ที่เต็มไปด้วยข้อกังขานี้?
🔵 [บทสรุป : แก้ปัญหาตรงจุดหรือเพิ่มความสงสัย]
บทบาทหน้าที่ของ กกต. คือการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม แต่ความเที่ยงธรรมนั้นย่อมต้องมาพร้อมกับ "ความโปร่งใส" ที่อธิบายได้ด้วยเหตุผล การเลือกใช้ข้อหาทางอาญาระดับความมั่นคงเพื่อจัดการกับผู้ที่เข้ามาตั้งคำถาม อาจไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ตรงจุด และในทางกลับกัน อาจเป็นการเร่งปฏิกิริยาให้สังคมยิ่งเกิดความเคลือบแคลงสงสัยมากขึ้นไปอีก
แล้วคุณล่ะคิดอย่างไรกับปรากฏการณ์นี้? การตั้งข้อหาหนักกับผู้ที่ออกไปจับตาการเลือกตั้ง จะช่วยปกป้องความลับของการลงคะแนน หรือแท้จริงแล้วกำลังทำลายความเชื่อมั่นขององค์กรอิสระเสียเอง?