svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE : แค่จับตาเลือกตั้ง... ทำไมกลายเป็น 'อั้งยี่'? กกต.ฟ้อง 6 คนดัง-สื่อมวลชน

27 ก.พ. 2569

เกิดอะไรขึ้นกับมาตรฐานความโปร่งใสในสังคมไทย? เมื่อความพยายามของประชาชนและสื่อมวลชนในการ "จับตาการเลือกตั้ง" กลับถูกตอบโต้ด้วยการแจ้งความดำเนินคดีอาญาในข้อหาร้ายแรงระดับความมั่นคงอย่าง "อั้งยี่" และ "ยุยงปลุกปั่น" ท่ามกลางเสียงท้วงติงจากนักวิชาการด้านกฎหมายว่าสิ่งที่ทำไปนั้นผิดกฎหมายตรงไหน?

แต่มันเริ่มลุกลามใหญ่โตขนาดนี้ได้อย่างไร? และทำไมการสังเกตการณ์ในที่สาธารณะถึงถูกตีความไปไกลถึงขั้นอาชญากรรมร้ายแรง? และสุดท้ายคดีนี้จะกลายเป็น "บูมเมอแรง" ที่สะท้อนกลับไปทำลายความน่าเชื่อถือของ กกต. เสียเองหรือไม่?

🔵 [จากสังเกตการณ์เลือกตั้ง สู่ผู้ต้องหาคดีอาญา]
ย้อนกลับไปในวันออกเสียงลงคะแนนใหม่ ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขต 15 คันนายาว เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา กกต.ได้มอบอำนาจให้รองเลขาธิการฯ เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคล 6 ราย ซึ่งประกอบไปด้วยนักวิชาการ นักการเมือง อดีต กกต. และช่างภาพสื่อมวลชน ได้แก่ นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์, นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์, นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย, นายสมชัย ศรีสุทธิยากร, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ และช่างภาพจากสำนักข่าว SPACEBAR

กกต. อ้างเหตุผลว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวพยายามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งและถอดรหัสคิวอาร์โค้ด/บาร์โค้ด เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลว่าใครเลือกใคร โดยงัดข้อหาหนักมาใช้สารพัด ทั้ง พ.ร.ป. ว่าด้วย กกต. ม.66 (ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่), ม.322 (เปิดเผยเอกสารปิดผนึก), พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และที่สร้างความฮือฮาที่สุดคือ ประมวลกฎหมายอาญา ม.116 (ยุยงปลุกปั่น) และ ม.209 (อั้งยี่)

ARTICLE : แค่จับตาเลือกตั้ง... ทำไมกลายเป็น 'อั้งยี่'? กกต.ฟ้อง 6 คนดัง-สื่อมวลชน


🔵 [เจาะลึก "ข้อหาหนัก" โทษแรงแค่ไหน ทำไมสังคมถึงกังขา?]
การที่ กกต.งัดกฎหมายเหล่านี้มาใช้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การขู่ แต่มีบทลงโทษจำคุกที่สูงจนน่าตกใจ โดยเฉพาะ ข้อหาอั้งยี่ (ม.209) และ ข้อหายุยงปลุกปั่น (ม.116) ที่มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 7 ปี  ในกฎหมายอาญา

หากนำไปเทียบเคียงกับคดีดังในกระแส ข้อหา "อั้งยี่" และ "ม.116" มักถูกนำมาใช้กับกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองระดับชาติ หรือคดีทลายเครือข่ายมาเฟียผู้มีอิทธิพล 

การนำข้อหาที่เคยใช้จัดการกับ "กลุ่มอาชญากร" หรือ "ผู้สั่นคลอนความมั่นคงของรัฐ" มาใช้กับนักวิชาการและสื่อมวลชน ที่เพียงแค่ตั้งกล้องสังเกตการณ์เลือกตั้ง จึงกลายเป็นประเด็นที่สังคมตั้งคำถามว่า นี่คือการใช้กฎหมายเกินกว่าเหตุหรือไม่?

แล้วในมุมมองของนักกฎหมาย พฤติกรรมเหล่านี้เข้าข่ายความผิดจริงหรือ? หรือเป็นเพียงการตีความที่เกินกว่าตัวบทกฎหมายจะครอบคลุมถึง?

🔵 [ถ่ายภาพหีบ-จับตาคนเข้าคูหา ผิดกฎหมายตรงไหน?]
ช่วงหนึ่งของรายการคมชัดลึก เนชั่นทีวี รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ได้ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจ ว่า ในคดีอาญานั้น "ความผิดต้องชัดเจน" หากกางกฎหมายดู ความผิดเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งมีเพียงไม่กี่ข้อหลัก คือ 

1. ห้ามถ่ายรูปบัตรที่ตนเองกากบาทแล้ว 
2. ห้ามโชว์บัตรที่กากบาทแล้ว 
3. ห้ามทำลายบัตร และ 
4. ห้ามนำบัตรออกจากหน่วย

ดังนั้น การที่สื่อมวลชนตั้งกล้องถ่ายระหว่างการนับคะแนน "ไม่ใช่ความผิด" เพราะหลักการนับคะแนนต้องทำโดยเปิดเผย ส่วนการตั้งกล้องหน้าคูหาก็ระบุไม่ได้ว่าใครเข้าไปเลือกใคร ความผิดจึงยังไม่สำเร็จ และเชื่อว่าท้ายที่สุดอัยการอาจจะไม่สั่งฟ้องเพราะข้อหาไม่ชัดเจนเพียงพอ

เมื่อนักวิชาการมองว่า "ไม่ผิด" แต่ทำไม กกต. ถึงยังเดินหน้าฟ้อง? และที่สำคัญ หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาที่เป็น "ศิษย์เก่า กกต." เอง เขาจะเดินเกมตอบโต้เรื่องนี้อย่างไร?

🔵 ["สมชัย" สวนกลับ ท้าอย่าถอนแจ้งความ] 
สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.หนึ่งในผู้ถูกแจ้งความ ได้ออกมาตอบโต้ดุเดือดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า "โปรดอย่าถอนการแจ้งความ" อ.สมชัย เตรียมฟ้องกลับในคดีอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อกลั่นแกล้งประชาชน พร้อมฟ้องแพ่งเรียกร้องค่าเสียหาย โดยเน้นย้ำว่า "หากแพ้โปรดใช้เงินส่วนตัว อย่าเอาภาษีประชาชนมาจ่าย" 

ARTICLE : แค่จับตาเลือกตั้ง... ทำไมกลายเป็น 'อั้งยี่'? กกต.ฟ้อง 6 คนดัง-สื่อมวลชน

ไม้เด็ดของเรื่องนี้คือ อ.สมชัย ระบุว่าหากคดีขึ้นสู่ศาล นี่จะเป็นโอกาสทองในการใช้อำนาจศาลเรียกพยานหลักฐานที่ กกต. เคยปกปิดไว้ เช่น สัญญาจ้างพิมพ์บัตร (TOR) หรือรายงานการประชุม มาเปิดเผยต่อสาธารณะ พร้อมทิ้งปมตลกร้ายว่า ในวันที่เกิดเหตุที่คันนายาวนั้น ตัวเขาเองกำลังขี่จักรยานท่องเที่ยวอยู่ที่เกาะเกร็ด จ.นนทบุรี ตั้งแต่เช้าถึงเย็น!

แต่ผลกระทบของคดีนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ตัวบุคคล เพราะเมื่อ "สื่อมวลชน" ถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย สังคมจึงเริ่มตั้งคำถามว่า นี่คือสัญญาณของการคุกคามเสรีภาพหรือไม่?

🔵 [เสียงสะท้อนจากสังคม: หวั่นฟ้องปิดปาก คุกคามเสรีภาพสื่อ]
การดำเนินคดีครั้งนี้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างหนักในวงการสื่อและภาคประชาชน สำนักข่าว SPACEBAR ยืนยันว่าช่างภาพปฏิบัติหน้าที่ตามหลักวิชาชีพ เพื่อรายงานข้อเท็จจริงและตรวจสอบการเลือกตั้ง โดย มิได้ละเมิดกฏหมายและไม่มีอคติใดๆ ต่อ กกต. และเรียกร้องขอให้ กกต.ต้องหยุดใช้กฏหมายข่มขู่คุกคามสื่อ

ARTICLE : แค่จับตาเลือกตั้ง... ทำไมกลายเป็น 'อั้งยี่'? กกต.ฟ้อง 6 คนดัง-สื่อมวลชน

สอดคล้องกับ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่ออกมาเตือนว่าการใช้ข้อหาอาญาร้ายแรงอย่าง "อั้งยี่" อาจสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว ต่อเสรีภาพสื่อ ขณะที่พรรคการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็ชี้ว่า นี่อาจเป็นการกระทำที่เข้าข่ายการฟ้องเพื่อปิดปากสาธารณะ (SLAPP) ซึ่งขัดต่อหลักความโปร่งใสในระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง

ARTICLE : แค่จับตาเลือกตั้ง... ทำไมกลายเป็น 'อั้งยี่'? กกต.ฟ้อง 6 คนดัง-สื่อมวลชน


แล้วบทสรุปของศึกระหว่าง "ผู้กำกับดูแล" กับ "ผู้ตรวจสอบ" จะไปจบที่ตรงไหน?และสังคมไทยจะได้อะไรจากเหตุการณ์ที่เต็มไปด้วยข้อกังขานี้?

🔵 [บทสรุป : แก้ปัญหาตรงจุดหรือเพิ่มความสงสัย]
บทบาทหน้าที่ของ กกต. คือการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม แต่ความเที่ยงธรรมนั้นย่อมต้องมาพร้อมกับ "ความโปร่งใส" ที่อธิบายได้ด้วยเหตุผล การเลือกใช้ข้อหาทางอาญาระดับความมั่นคงเพื่อจัดการกับผู้ที่เข้ามาตั้งคำถาม อาจไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ตรงจุด และในทางกลับกัน อาจเป็นการเร่งปฏิกิริยาให้สังคมยิ่งเกิดความเคลือบแคลงสงสัยมากขึ้นไปอีก

แล้วคุณล่ะคิดอย่างไรกับปรากฏการณ์นี้? การตั้งข้อหาหนักกับผู้ที่ออกไปจับตาการเลือกตั้ง จะช่วยปกป้องความลับของการลงคะแนน หรือแท้จริงแล้วกำลังทำลายความเชื่อมั่นขององค์กรอิสระเสียเอง?