สนามแข่งขันความสูง 28 เมตรที่ทำเนียบขาวซึ่งถูกเรียกว่า The Claw มีการก่อสร้างมานานเกือบ 2 ปี และมีค่าใช้จ่ายไม่น้อย ขั้นต่ำ 60 ล้านดอลลาร์หรือเกือบ 2,000 ล้านบาท รวมทั้งค่าปลูกหญ้าใหม่เวลารื้อถอนสนามอีก 7 แสนดอลลาร์ ยังไม่นับค่าใช้จ่ายในการปิดถนนและดูแลความปลอดภัยบริเวณโดยรอบอีกราว 10-12 ล้านดอลลาร์
แม้สนามกรงแปดเหลี่ยม Octagon ที่สร้างขึ้นใหม่จุผู้ชมได้ราว 4,000 คน แต่ยังมีการจัดสถานที่รับชมถ่ายทอดสดอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงที่สามารถรองรับประชาชนได้ถึง 85,000 คน และรับประกันได้เลยว่าทรัมป์จะไม่ถูกโห่ไล่แบบที่เขาไปเข้าชมการแข่งขันบาสเกตบอล NBA เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างแน่นอน
🔵[ชัยชนะของ “คนชายขอบ”]
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ที่คัดค้านการจัดงานได้เคลื่อนไหวถึงขั้นยื่นเรื่องต่อศาลขอให้สั่งระงับการแข่งขัน โดยอ้างถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวของทรัมป์กับไวท์ การใช้สถานที่ราชการมิชอบ ไม่ขออนุญาตจากสภาคองเกรส และมีผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น การที่งานมีการสนับสนุนโดยสปอนเซอร์ มีการขายลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด และทรัมป์เองที่มีการลงทุนในบริษัท TKO ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ UFC ด้วยการซื้อหุ้นระหว่าง 15,000-50,000 ดอลลาร์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้ออกมาตอบโต้ว่าทรัมป์ไม่มีความผิด โดยยืนยันว่าทรัมป์ให้ลูกๆ คอยดูแลเรื่องผลประโยชน์การลงทุนผ่านทรัสต์ และที่ผ่านมาประธานาธิบดีหลายคนก็เคยใช้สนามหญ้าทิศใต้ของทำเนียบขาวจัดกิจกรรมมาโดยตลอด ในที่สุดผู้พิพากษามีคำตัดสินเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาให้การแข่งขันเดินหน้าต่อไป และให้เหตุผลว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
ทรัมป์โพสต์บอกว่า นี่จะเป็นหนึ่งในค่ำคืนที่บันเทิงที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา แม้บันทึกระบุว่า เคยมีการแข่งขันชกมวยเกิดขึ้นที่ทำเนียบขาวตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานก็ตาม แต่ก็ไม่มีอะไรเทียบได้กับการแข่งขันครั้งนี้ที่นักสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกและแชมป์เปี้ยนทั้งหมดมาเจอกันที่ “ทำเนียบของประชาชน”
ทรัมป์เคยเป็นคนชายขอบทางการเมือง 10 ปีที่แล้วไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะได้เป็นผู้นำสหรัฐฯ มาวันนี้เมื่อเขาได้มาอยู่ ณ ทำเนียบขาวเป็นสมัยที่ 2 และสมัยสุดท้าย เขาจึงพากีฬาที่เคยอยู่ชายขอบเช่นเดียวกัน กีฬาที่ทุกคนต้องสู้จนหยดสุดท้าย มาตั้งตระหง่านอยู่กลางสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และเป็นศูนย์กลางอำนาจของประเทศได้สำเร็จ