เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : สังเวียนทำเนียบขาว! การเมืองสไตล์ "ทรัมป์" ในวันเกิด 80 ปี

14 มิ.ย. 2569 | กิตติดิษฐ์ ธนดิษฐ์สุวรรณ

OPINION : สังเวียนทำเนียบขาว! การเมืองสไตล์ "ทรัมป์" ในวันเกิด 80 ปี

นอกจากฟุตบอลโลกที่เปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปีนี้ที่สหรัฐฯ จะมีงานใหญ่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี เพราะวันที่ 4 กรกฎาคมนี้ จะเป็นวันเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปี การประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา โดยวันนี้ 14 มิถุนายน ที่ทำเนียบขาวได้มีการเปิดฉากสนามแข่งขันการต่อสู้สุดโหดอย่าง MMA ซึ่งสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมดเอาไว้ที่บริเวณสนามหญ้าฝั่งทิศใต้

14 มิถุนายนยังเป็นวันเกิดครบ 80 ปี ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ด้วย ซึ่งทรัมป์ทำสถิติเป็นผู้นำสหรัฐฯ ที่อายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่วันสาบานตนรับตำแหน่งสมัยที่ 2 มาวันนี้ทรัมป์ได้กลายเป็นหนึ่งใน 20 ผู้นำที่อายุมากที่สุดในโลก จากการรวบรวมโดย Pew Research Center  ขณะที่อายุเฉลี่ยของผู้นำ 186 ชาติในปัจจุบันอยู่ที่ 63 ปี

 

🔵[ผู้กอบกู้กีฬา MMA]

 

การที่ทรัมป์เลือกฉลองวันเกิดตัวเองด้วยกีฬาชนิดนี้มีเหตุผลอะไรอยู่เบื้องหลัง? เราคงต้องย้อนไปเมื่อประมาณ 25 ปีก่อน ตอนนั้นกีฬา MMA เป็นกีฬาชายขอบที่ถูกมองว่าป่าเถื่อนถึงขั้นมีการแบนใน 36 มลรัฐ ส่วนในรัฐที่ไม่ได้แบน การหาสถานที่จัดการแข่งขันก็เป็นไปอย่างยากลำบาก จนกระทั่งในปี 2544 “ดานา ไวท์” ได้เข้าซื้อกิจการของ UFC ในราคาเพียง 2 ล้านดอลลาร์ และได้สถานที่จัดแข่งขันถึง 2 ครั้งที่กาสิโน “ทัช มาฮาล” ของทรัมป์ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ขณะที่ในปี 2562 ทรัมป์ได้กลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่เข้าร่วมชมการแข่งขัน UFC

มาวันนี้การแข่งขัน MMA ของ UFC ได้กลายเป็นกีฬายอดนิยมที่มีผู้ชมการแข่งขันหลักล้านคนจากทั่วโลก เมื่อ 10 ปีที่แล้ว UFC ได้ถูกขายไปด้วยมูลค่าสูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์ และมีการประเมินมูลค่าล่าสุดเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาอยู่ที่กว่า 12,000 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 6,000 เท่าภายในเวลาเพียง 25 ปี

 

🔵[เอาใจฐานเสียง]

 

นอกจาก UFC แล้ว ทรัมป์ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับศึกมวยปล้ำ WWE ด้วย โดยแมทช์ที่ทรัมป์ได้เข้าไปร่วมแจมยังคงกลายเป็นมีมในโลกโซเชียลมาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ผู้ร่วมก่อตั้ง WWE อย่าง “ลินดา แมคมาฮอน” ก็ได้รับเลือกจากทรัมป์ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กในสมัยแรก และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในสมัยปัจจุบัน

.

การที่ทรัมป์จัดแข่งขัน UFC Freedom 250 ที่ทำเนียบขาวยังเป็นการเอาใจฐานเสียงของตัวเองอย่างชัดเจน เพราะกลุ่มผู้ชมหลักของกีฬาชนิดนี้คือ “ชายวัยต่ำกว่า 30” ซึ่งเลือกเขาอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามโพลของสำนักข่าวรอยเตอร์สพบว่ามีชาวอเมริกันเพียง 16% เท่านั้นที่สนับสนุนการจัดแข่งขัน ส่วน 46% มองว่าไม่เหมาะสม แม้กระทั่งในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันยังเห็นด้วยแค่ 31% แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าในบรรดาผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 4,500 คน มีผู้ที่บอกว่าชื่นชอบกีฬา MMA เพียง 18% เท่านั้น

สนามแข่งขันความสูง 28 เมตรที่ทำเนียบขาวซึ่งถูกเรียกว่า The Claw มีการก่อสร้างมานานเกือบ 2 ปี และมีค่าใช้จ่ายไม่น้อย ขั้นต่ำ 60 ล้านดอลลาร์หรือเกือบ 2,000 ล้านบาท รวมทั้งค่าปลูกหญ้าใหม่เวลารื้อถอนสนามอีก 7 แสนดอลลาร์ ยังไม่นับค่าใช้จ่ายในการปิดถนนและดูแลความปลอดภัยบริเวณโดยรอบอีกราว 10-12 ล้านดอลลาร์

 

แม้สนามกรงแปดเหลี่ยม Octagon ที่สร้างขึ้นใหม่จุผู้ชมได้ราว 4,000 คน แต่ยังมีการจัดสถานที่รับชมถ่ายทอดสดอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงที่สามารถรองรับประชาชนได้ถึง 85,000 คน และรับประกันได้เลยว่าทรัมป์จะไม่ถูกโห่ไล่แบบที่เขาไปเข้าชมการแข่งขันบาสเกตบอล NBA เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

 

🔵[ชัยชนะของ “คนชายขอบ”]

 

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ที่คัดค้านการจัดงานได้เคลื่อนไหวถึงขั้นยื่นเรื่องต่อศาลขอให้สั่งระงับการแข่งขัน โดยอ้างถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวของทรัมป์กับไวท์ การใช้สถานที่ราชการมิชอบ ไม่ขออนุญาตจากสภาคองเกรส และมีผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น การที่งานมีการสนับสนุนโดยสปอนเซอร์ มีการขายลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด และทรัมป์เองที่มีการลงทุนในบริษัท TKO ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ UFC ด้วยการซื้อหุ้นระหว่าง 15,000-50,000 ดอลลาร์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้ออกมาตอบโต้ว่าทรัมป์ไม่มีความผิด โดยยืนยันว่าทรัมป์ให้ลูกๆ คอยดูแลเรื่องผลประโยชน์การลงทุนผ่านทรัสต์ และที่ผ่านมาประธานาธิบดีหลายคนก็เคยใช้สนามหญ้าทิศใต้ของทำเนียบขาวจัดกิจกรรมมาโดยตลอด ในที่สุดผู้พิพากษามีคำตัดสินเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาให้การแข่งขันเดินหน้าต่อไป และให้เหตุผลว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

 

ทรัมป์โพสต์บอกว่า นี่จะเป็นหนึ่งในค่ำคืนที่บันเทิงที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา แม้บันทึกระบุว่า เคยมีการแข่งขันชกมวยเกิดขึ้นที่ทำเนียบขาวตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานก็ตาม แต่ก็ไม่มีอะไรเทียบได้กับการแข่งขันครั้งนี้ที่นักสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกและแชมป์เปี้ยนทั้งหมดมาเจอกันที่ “ทำเนียบของประชาชน”

 

ทรัมป์เคยเป็นคนชายขอบทางการเมือง 10 ปีที่แล้วไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะได้เป็นผู้นำสหรัฐฯ มาวันนี้เมื่อเขาได้มาอยู่ ณ ทำเนียบขาวเป็นสมัยที่ 2 และสมัยสุดท้าย เขาจึงพากีฬาที่เคยอยู่ชายขอบเช่นเดียวกัน กีฬาที่ทุกคนต้องสู้จนหยดสุดท้าย มาตั้งตระหง่านอยู่กลางสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และเป็นศูนย์กลางอำนาจของประเทศได้สำเร็จ