ปีนี้เฮกเซธได้กล่าวถึงสงครามอิหร่านที่โลกกำลังลุ้นกันว่าสองฝ่ายจะบรรลุ MOU กันได้อย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ และที่สำคัญสงครามที่ทรัมป์เคยบอกว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 4-5 สัปดาห์ วันนี้ครบรอบ 3 เดือนเต็มแล้ว เฮกเซธบอกว่า แม้ทรัมป์จะไม่ต้องการให้กลับมารบกันอีก แต่กองทัพสหรัฐฯ ก็กำลังเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการทางทหาร โดยที่จุดประสงค์ของสหรัฐฯ ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ อิหร่านต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์
ขณะเดียวกันเฮกเซธยังได้ใช้เวทีนี้สร้างความมั่นใจว่า สหรัฐฯ ไม่ได้หันหลังให้กับเอเชีย และย้ำข้อเรียกร้องให้ชาติเอเชียร่วมกันเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมให้ได้ 3.5% ของจีดีพี ไม่ต่างจากที่สหรัฐฯ กดดันบรรดาชาติพันธมิตรนาโต นอกจากนี้รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ยังได้ร่วมกับอังกฤษและออสเตรเลีย ประกาศพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำร่วมกัน ภายใต้สนธิสัญญาพันธมิตรทางทหาร AUKUS ที่จับมือกันเมื่อ 5 ปีที่แล้ว
🔵[จับตาบทบาท “เวียดนาม”]
ในขณะที่ไทยส่ง พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเข้าร่วมงาน ผู้นำ 2 ชาติอาเซียน ได้แก่ เวียดนามกับติมอร์-เลสเต เลือกที่จะขึ้นเวทีด้วยตัวเอง โดยโต เลิม ที่ควบทั้งเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีเวียดนาม ได้เยือนสิงคโปร์เป็นประเทศที่สองต่อจากไทยในทริปแรกของเขาหลังรับตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายน
ผู้นำเวียดนามกล่าวบนเวทีแชงกรี-ลา ไดอะล็อกว่า โลกของเรากำลังเผชิญกับ 3 วิกฤต คือ การเสื่อมถอยของระเบียบและกฎหมายระหว่างประเทศ วิกฤตของโมเดลการพัฒนา การเติบโตที่ชะลอตัว และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และวิกฤต “ความไว้วางใจ” ระหว่างประเทศ แต่ วิกฤตเหล่านี้ไม่ใช่ความจริงที่ต้องยอมรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากโลกมีการเสริมสร้างกฎหมายระหว่างประเทศ สร้างแรงขับเคลื่อนการเติบโตที่ครอบคลุมและยั่งยืน ไปจนถึงการใช้หลักเจรจาและความโปร่งใส นับเป็นก้าวสำคัญที่ต้องจับตากันว่า โต เลิม จะผลักดันเวียดนามให้แสดงบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศหลังจากนี้แค่ไหน
🔵[โอกาสของ “อาเซียน”]
หากจะมีใครที่พูดโดนใจที่สุดในงานนี้ ผมคงต้องยกให้ประธานาธิบดีโฮเซ รามอส-ฮอร์ตา แห่งติมอร์-เลสเต น้องใหม่ตัวจี๊ดของอาเซียนที่กล้าพูดในประเด็นอ่อนไหว ไม่ว่าจะเรื่องทะเลจีนใต้หรือเมียนมา เขาบอกว่า กฎหมายไม่ได้คงอยู่เพียงเพราะถูกพิมพ์ไว้ในกฎบัตร กฎหมายจะคงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อรัฐแสดงความยับยั้งชั่งใจ ความสม่ำเสมอ และการเจรจาเพื่อแก้ไขข้อขัดแย้ง เมื่อกฎเกณฑ์ดูเหมือนจะปกป้องแค่บางคน รัฐขนาดเล็กอย่างติมอร์-เลสเตก็เริ่มสงสัยว่า ระเบียบนั้นแท้จริงแล้วเป็นเพียงภาษาแห่งอำนาจหรือไม่
ผู้นำติมอร์-เลสเตบอกด้วยว่า จริงอยู่ที่อาเซียนไม่ใช่ “สวรรค์บนดิน” การบรรลุฉันทามติก็เป็นไปอย่างเชื่องช้าและน่าหงุดหงิด ในขณะที่การเจรจาทางการทูตอาจทำให้ผิดหวัง และความผิดหวังอาจนำไปสู่ความเยาะเย้ยถากถาง แต่ในโลกที่ความสัมพันธ์ถูกทำลายลงเร็วกว่าการสร้างใหม่ อาเซียนได้ให้บทเรียนเกี่ยวกับวิธีการเจรจาและการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถป้องกันความขัดแย้งและสร้างผลประโยชน์ร่วมกันได้ และนี่ก็คือบทสรุปที่ทำให้เราเห็นว่า ในขณะที่โลกกำลังเจอวิกฤต อาเซียนสามารถใช้เวทีอย่างแชงกรี-ลา ไดอะล็อกพลิกวิกฤตเป็น “โอกาส” ได้ครับ