เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : “แชงกรี-ลา ไดอะล็อก” ตอกย้ำ “อาเซียน” เวทีกลางสางวิกฤตโลก

31 พ.ค. 2569 | nathaorn_som

OPINION : “แชงกรี-ลา ไดอะล็อก” ตอกย้ำ “อาเซียน” เวทีกลางสางวิกฤตโลก

สัปดาห์นี้มีงานใหญ่ระดับโลกที่เกิดขึ้นใกล้บ้านเราครับ “แชงกรี-ลา ไดอะล็อก” เป็นเวทีที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่โรงแรมแชงกรี-ลาของสิงคโปร์มาตั้งแต่ปี 2545 และตอกย้ำว่าภูมิภาคอาเซียนคือภูมิภาคที่เหมาะสมที่สุดในการหาทางออกให้กับวิกฤตระดับโลก ท่ามกลางสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ขัดแย้งและแบ่งขั้วกันอย่างรุนแรง

เวทีแชงกรี-ลา ไดอะล็อก เป็นเวทีด้านความมั่นคงที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยนอกจากรัฐมนตรีกลาโหมจากทั่วโลกโดยเฉพาะชาติมหาอำนาจมาร่วมงานแล้ว หลายครั้งผู้นำประเทศยังเลือกที่จะมากล่าวสุนทรพจน์ด้วยตัวเอง นี่จึงเป็นพื้นที่ที่หาได้ยากยิ่งที่ชาติคู่แข่งหรือคู่ขัดแย้งจะได้มาจับเข่าคุยกัน เพราะสิ่งสำคัญที่ให้ผลในเชิงรูปธรรมจับต้องได้มากที่สุด มักมาจากการหารือนอกรอบ

 

🔵[กำเนิด “แชงกรี-ลา ไดอะล็อก”]

เดิมทีเวทีที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียคือ ASEAN Regional Forum หรือ ARF ที่จัดขึ้นพร้อมกับการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในช่วงปลายปี แต่เวทีนี้กลับถูกวิจารณ์ว่าไม่ให้ความสำคัญกับด้านความมั่นคงมากพอ เนื่องจากเข้าร่วมโดยรัฐมนตรีต่างประเทศ ไม่ใช่รัฐมนตรีกลาโหม ในขณะที่ยุโรปมีเวทีความมั่นคง Munich Security Conference หรือ MSC ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่วาระใหญ่ๆ มักมองข้ามความสำคัญของชาติเอเชีย

 

ในที่สุดสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์หรือ IISS ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่อังกฤษก็ได้จับมือกับสิงคโปร์จัดแชงกรี-ลา ไดอะล็อกขึ้นครั้งแรกที่โรงแรมแชงกรี-ลาในชื่อ Asia Security Conference แต่ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อตามสถานที่จัดงานมาจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้แชงกรี-ลา ไดอะล็อกกลายเป็นการประชุมสุดยอดด้านกลาโหมอย่างไม่เป็นทางการ หมายความว่า รัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงจะสามารถพบปะกันเป็นการส่วนตัวได้ โดยไม่มีข้อผูกมัดที่จะต้องออกแถลงการณ์ร่วมหลังการประชุม

🔵[จากรัฐมนตรี...สู่ผู้นำประเทศ]

เริ่มแรกซัมมิตนี้มีระดับรัฐมนตรีช่วยจากราว 10 ประเทศเข้าร่วมเท่านั้น หลังจากนั้นจำนวนประเทศที่เข้าร่วมก็เริ่มขยายสู่หลัก 20 ประเทศและเป็นระดับรัฐมนตรีกลาโหม จนกระทั่งในปี 2552 เควิน รัดด์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียในขณะนั้นได้กลายเป็นผู้นำประเทศคนแรกที่ไม่ใช่สิงคโปร์ที่ร่วมกล่าวภายในงาน

.

จนถึงทุกวันนี้แชงกรี-ลา ไดอะล็อกได้กลายเป็นเวทีที่ผู้นำประเทศหลายคนเลือกที่จะมาประกาศวาระด้านความมั่นคงที่สำคัญและไม่ใช่แค่ผู้นำจากเอเชียเท่านั้น เช่น ประธานาธิบดีเอมมานูแอล มาครง ที่เข้าร่วมเมื่อปีที่แล้ว หรือประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกีของยูเครนในปี 2567 แต่ไฮไลต์ที่ต้องจับตากันทุกปีก็คือ รัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐฯ กับจีน เพราะนี่เป็นเพียงไม่กี่เวทีที่ทั้งคู่จะได้มาพบกัน

.

🔵[สหรัฐฯ ครองเวที เมื่อจีนหลบฉาก] 

นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาดำรงตำแหน่งในสมัยที่สอง พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมก็เข้าร่วมแชงกรี-ลา ไดอะล็อกไม่เคยขาด สวนทางกับประเทศจีนที่ปีนี้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่ไม่ได้ส่งระดับรัฐมนตรีมาร่วมประชุม โดยส่งเพียงผู้แทนจากสถาบันการศึกษาของกองทัพเช่นเดียวกับเมื่อปีที่แล้ว ส่งผลให้สปอตไลต์ฉายไปที่รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ แต่เพียงผู้เดียว

ปีนี้เฮกเซธได้กล่าวถึงสงครามอิหร่านที่โลกกำลังลุ้นกันว่าสองฝ่ายจะบรรลุ MOU กันได้อย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ และที่สำคัญสงครามที่ทรัมป์เคยบอกว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 4-5 สัปดาห์ วันนี้ครบรอบ 3 เดือนเต็มแล้ว เฮกเซธบอกว่า แม้ทรัมป์จะไม่ต้องการให้กลับมารบกันอีก แต่กองทัพสหรัฐฯ ก็กำลังเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการทางทหาร โดยที่จุดประสงค์ของสหรัฐฯ ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ อิหร่านต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์

ขณะเดียวกันเฮกเซธยังได้ใช้เวทีนี้สร้างความมั่นใจว่า สหรัฐฯ ไม่ได้หันหลังให้กับเอเชีย และย้ำข้อเรียกร้องให้ชาติเอเชียร่วมกันเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมให้ได้ 3.5% ของจีดีพี ไม่ต่างจากที่สหรัฐฯ กดดันบรรดาชาติพันธมิตรนาโต นอกจากนี้รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ยังได้ร่วมกับอังกฤษและออสเตรเลีย ประกาศพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำร่วมกัน ภายใต้สนธิสัญญาพันธมิตรทางทหาร AUKUS ที่จับมือกันเมื่อ 5 ปีที่แล้ว

 

🔵[จับตาบทบาท “เวียดนาม”]

ในขณะที่ไทยส่ง พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเข้าร่วมงาน ผู้นำ 2 ชาติอาเซียน ได้แก่ เวียดนามกับติมอร์-เลสเต เลือกที่จะขึ้นเวทีด้วยตัวเอง โดยโต เลิม ที่ควบทั้งเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีเวียดนาม ได้เยือนสิงคโปร์เป็นประเทศที่สองต่อจากไทยในทริปแรกของเขาหลังรับตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายน

 

ผู้นำเวียดนามกล่าวบนเวทีแชงกรี-ลา ไดอะล็อกว่า โลกของเรากำลังเผชิญกับ 3 วิกฤต คือ การเสื่อมถอยของระเบียบและกฎหมายระหว่างประเทศ วิกฤตของโมเดลการพัฒนา การเติบโตที่ชะลอตัว และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และวิกฤต “ความไว้วางใจ” ระหว่างประเทศ แต่ วิกฤตเหล่านี้ไม่ใช่ความจริงที่ต้องยอมรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากโลกมีการเสริมสร้างกฎหมายระหว่างประเทศ สร้างแรงขับเคลื่อนการเติบโตที่ครอบคลุมและยั่งยืน ไปจนถึงการใช้หลักเจรจาและความโปร่งใส นับเป็นก้าวสำคัญที่ต้องจับตากันว่า โต เลิม จะผลักดันเวียดนามให้แสดงบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศหลังจากนี้แค่ไหน

 

🔵[โอกาสของ “อาเซียน”]

หากจะมีใครที่พูดโดนใจที่สุดในงานนี้ ผมคงต้องยกให้ประธานาธิบดีโฮเซ รามอส-ฮอร์ตา แห่งติมอร์-เลสเต น้องใหม่ตัวจี๊ดของอาเซียนที่กล้าพูดในประเด็นอ่อนไหว ไม่ว่าจะเรื่องทะเลจีนใต้หรือเมียนมา เขาบอกว่า กฎหมายไม่ได้คงอยู่เพียงเพราะถูกพิมพ์ไว้ในกฎบัตร กฎหมายจะคงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อรัฐแสดงความยับยั้งชั่งใจ ความสม่ำเสมอ และการเจรจาเพื่อแก้ไขข้อขัดแย้ง เมื่อกฎเกณฑ์ดูเหมือนจะปกป้องแค่บางคน รัฐขนาดเล็กอย่างติมอร์-เลสเตก็เริ่มสงสัยว่า ระเบียบนั้นแท้จริงแล้วเป็นเพียงภาษาแห่งอำนาจหรือไม่

 

ผู้นำติมอร์-เลสเตบอกด้วยว่า จริงอยู่ที่อาเซียนไม่ใช่ “สวรรค์บนดิน” การบรรลุฉันทามติก็เป็นไปอย่างเชื่องช้าและน่าหงุดหงิด ในขณะที่การเจรจาทางการทูตอาจทำให้ผิดหวัง และความผิดหวังอาจนำไปสู่ความเยาะเย้ยถากถาง แต่ในโลกที่ความสัมพันธ์ถูกทำลายลงเร็วกว่าการสร้างใหม่ อาเซียนได้ให้บทเรียนเกี่ยวกับวิธีการเจรจาและการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถป้องกันความขัดแย้งและสร้างผลประโยชน์ร่วมกันได้ และนี่ก็คือบทสรุปที่ทำให้เราเห็นว่า ในขณะที่โลกกำลังเจอวิกฤต อาเซียนสามารถใช้เวทีอย่างแชงกรี-ลา ไดอะล็อกพลิกวิกฤตเป็น “โอกาส” ได้ครับ