svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : สารคดีฉาว "เมลาเนีย" เจ้าพ่อ Amazon ซื้อใจ "ทรัมป์"

01 ก.พ. 2569

สุดสัปดาห์นี้มีใครได้ออกไปดูหนังหรือนั่งดูสตรีมมิงอยู่บ้านบ้างครับ ที่สหรัฐฯ มีภาพยนตร์สารคดีอยู่เรื่องหนึ่งที่เพิ่งเข้าฉายเมื่อวันศุกร์และกำลังเป็นกระแสถูกพูดถึงในแง่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ นั่นก็คือ “เมลาเนีย”

ที่บอกเล่าเรื่องราวของเมลาเนีย ภรรยาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่บอกเล่าเรื่องราวเบื้องหลังของเธอในช่วง 20 วัน ก่อนถึงพิธีสาบานตนรับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 ของผู้เป็นสามีเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว

ตำแหน่งสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งมักตกเป็นที่สนใจของประชาชนไม่แพ้ประธานาธิบดี ซึ่งที่ผ่านมาสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งหลายคนมีบทบาทที่โดดเด่นจนกลายเป็นที่จดจำ เช่น ฮิลลารี คลินตัน และมิเชล โอบามา เป็นต้น แต่สำหรับเมลาเนียซึ่งเป็นภรรยาคนที่ 3 ของทรัมป์ เธอเลือกที่จะทำตัวโลว์โปรไฟล์ยิ่งกว่าเดิมในสมัยที่ 2 และจะออกงานคู่กับผู้เป็นสามีเฉพาะงานที่สำคัญจริงๆ เท่านั้น จนกระทั่งมีข่าวว่าเธอแทบไม่ได้อยู่ที่ทำเนียบขาวเลย โดยอาศัยอยู่ที่เพนท์เฮาส์ในนิวยอร์กกับลูกชายเป็นหลัก หลายคนจึงอยากรู้ว่าจริงๆ แล้วเมลาเนียเป็นคนอย่างไรกันแน่ ความสัมพันธ์กับทรัมป์เป็นอย่างไร และภาพยนตร์เรื่องนี้จะเปิดเผยเบื้องลึกขนาดไหน

🔵 [เจ้าพ่อ Amazon ซื้อใจ “ทรัมป์”]
แต่แล้วหนังเรื่องนี้ก็ตกเป็นข่าวอื้อฉาวตั้งแต่ก่อนออกฉาย ไล่ตั้งแต่ประเด็นของผู้กำกับเบรตต์ แรตเนอร์ ที่เคยถูกแบนจากวงการฮอลลีวูดไปสมัยกระแส Me Too หลังดาราหญิงหลายคนออกมากล่าวหาว่าถูกเขาล่วงละเมิดทางเพศและทำอนาจาร แต่กลับได้มากำกับภาพยนตร์เกี่ยวกับสุภาพสตรี ไปจนถึงข่าวที่ทีมงานเบื้องหลังภาพยนตร์เรื่องนี้ที่นิวยอร์กถึง 2 ใน 3 ขอให้มีการถอดชื่อของพวกเขาออกจากเอนด์เครดิต ซึ่งคาดว่านอกจากจะไม่อยากยุ่งกับดราม่าการเมืองแล้ว พวกเขาคงกลัวหางานใหม่ทำไม่ได้ เพราะฮอลลีวูดกับทรัมป์เหมือนน้ำกับน้ำมันที่เข้ากันไม่ได้เลย

ขณะที่ในการจัดจำหน่าย Amazon บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ของเจฟ เบซอส ทุ่มเงินถึง 40 ล้านดอลลาร์ (1,260 บาท) เพื่อซื้อสิทธิ์ในการฉายภาพยนตร์ทั่วโลกผ่านค่ายหนังยักษ์ใหญ่ MGM ที่เขาเป็นเจ้าของ รวมถึงฉายทางสตรีมมิงผ่านช่องทาง Prime Video ด้วย กลายเป็นสารคดีที่ขายลิขสิทธิ์ได้แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ ยังไม่รวมอีก 35 ล้านดอลลาร์สำหรับค่าการตลาดและประชาสัมพันธ์ ในจำนวนนี้ 70% หรือ 28 ล้านดอลลาร์ตกเป็นของเมลาเนียในฐานะผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหารของภาพยนตร์

ทำไม Amazon จึงกล้าทุ่มทุนขนาดนี้? ทั้งที่คงไม่สามารถคืนทุนจากการฉายได้อย่างแน่นอน จริงอยู่ที่เงินจำนวนนี้คงเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยสำหรับเจฟ เบโซส มหาเศรษฐีท็อป 5 ของโลก แต่หากมองในแง่นัยทางการเมืองแล้ว หลายคนเชื่อว่านี่เป็นความพยายามของเบโซสในการ “ซื้อใจทรัมป์” เพื่อหวังเป็น “บัตรผ่าน” ให้ธุรกิจของตัวเองปิดดีลต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐบาลได้อย่างราบรื่น และยังเป็นการเอาใจทรัมป์แข่งกับอีลอน มัสก์ เนื่องจากหนึ่งในธุรกิจของเบโซสก็คือ Blue Origin บริษัทด้านอวกาศคู่แข่งของ SpaceX

🔵 [ทรัมป์ VS เบโซส จากศัตรูสู่มิตร]
หากยังจำกันได้ เบโซสกับทรัมป์เคยเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่ก่อนที่ทรัมป์จะได้เป็นประธานาธิบดี โดยทรัมป์มักโจมตี Amazon ว่าเป็นพวกผูกขาดตลาดและเลี่ยงภาษี (แต่ตัวเองก็แทบไม่เสียภาษีเลย) กล่าวหาสำนักข่าววอชิงตันโพสต์ที่เบโซสเป็นเจ้าของว่าเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อในการโจมตีเขา รวมไปถึงเรื่องการฟ้องร้องเมื่อปี 2562 ที่ Amazon ฟ้องกระทรวงกลาโหม โดยอ้างว่าทรัมป์ใช้อำนาจกดดันให้ไมโครซอฟต์ชนะประมูลสัมปทานระบบคลาวด์ของกองทัพหรือโครงการ JEDI มูลค่าหมื่นล้านดอลลาร์

แต่เมื่อทรัมป์กลับมาสมัยที่ 2 เบโซสก็เดินเกมปรับความสัมพันธ์กับทรัมป์ ตั้งแต่การโพสต์แสดงความยินดีตั้งแต่ที่ทรัมป์ชนะเลือกตั้ง โดยอวยว่าเป็นการคัมแบ็กทางการเมืองที่ไม่ธรรมดา เข้าร่วมพิธีสาบานตน และเชิญทรัมป์มาร่วมงานแต่งงานครั้งใหม่ของเขา ขณะที่นอกจากการทุ่มทุนซื้อลิขสิทธิ์หนังแล้ว เบโซสยังบริจาคเงิน 1 ล้านดอลลาร์สำหรับกองทุนจัดพิธีสาบานตน และสมทบทุนอีก 300 ล้านดอลลาร์สำหรับโครงการก่อสร้างห้องบอลรูมขนาดใหญ่ที่ปีกตะวันออกของทำเนียบขาวด้วย

พูดถึงสัมปทาน JEDI แล้ว กลายเป็นว่าหลังไมโครซอฟต์ชนะประมูลไป โครงการนี้ได้ถูกยกเลิกไปในสมัยของโจ ไบเดน เนื่องจากพัวพันกับคดีความและเทคโนโลยีไม่ตอบโจทย์กับปัจจุบัน โดยถูกแทนที่ด้วย JWCC ในปี 2565 ที่แบ่งงานให้กับ 4 ยักษ์ใหญ่ไอที ซึ่ง Amazon ก็เป็นหนึ่งในนั้น และสำหรับโครงการถัดไป คือ JWCC Next คาดกันว่าน่าจะมีการประมูลงานกันในต้นปีนี้และทราบผลในปีหน้า ซึ่งหากเบโซสมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทรัมป์แล้ว Amazon ก็อาจมีโอกาสชนะประมูลมากขึ้น

🔵 [คำวิจารณ์แย่ แต่เปิดตัวปัง]
ภาพยนตร์หลายเรื่องมักฉายรอบนักวิจารณ์เพื่อหวังให้มีกระแสแง่บวกเรียกผู้ชม แต่เรื่องเมลาเนียไม่มีรอบสื่อแต่อย่างใด โดยหลังจากออกฉาย เสียงวิจารณ์ก็ย่ำแย่ตามคาด ได้เพียง 6% ในเว็บไซต์มะเขือเน่า Rotten Tomatoes โดยนักวิจารณ์บางคนถึงขั้นใช้คำแรงว่า “ไร้คุณค่าทั้งทางศิลปะและสื่อสารมวลชน, ไร้อารมณ์, ไร้ยางอาย” และแทบไม่ได้ทำให้คนดูรู้จักเมลาเนียมากกว่าเดิมเท่าไรนัก

อย่างไรก็ตามเมลาเนียทำรายได้เปิดตัววันแรกในสหรัฐฯ 2.9 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะทำเงิน 8 ล้านดอลลาร์ตลอดช่วง 3 วันแรก มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ในตอนแรกว่าจะเปิดตัวด้วยรายได้ไม่เกิน 5 ล้านดอลลาร์ และตัวเลข 8 ล้านนี้ก็ถือเป็นสถิติรายได้เปิดตัวของภาพยนตร์สารคดีที่ดีที่สุดในรอบ 10 ปีเลยทีเดียว เพราะกลายเป็นว่ากระแสแง่ลบเกี่ยวกับหนังโดยเฉพาะการที่โซเชียลแห่แชร์ภาพโรงหนังอันว่างเปล่า กลับจุดกระแสให้ฐานเสียงของทรัมป์โต้กลับด้วยการออกไปอุดหนุนหนังเรื่องนี้แทน

หากจะถามว่าภาพยนตร์เรื่องเมลาเนียประสบความสำเร็จแค่ไหน สุดท้ายผมว่ารายได้ไม่สำคัญเลยครับ เพราะการที่หนังถูกพูดถึงไปทั่วโลกไม่ว่าจะในแง่ไหนก็ตาม เท่ากับว่าหนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จแบบถล่มทลายแล้วครับ