แต่เมื่อทรัมป์กลับมาสมัยที่ 2 เบโซสก็เดินเกมปรับความสัมพันธ์กับทรัมป์ ตั้งแต่การโพสต์แสดงความยินดีตั้งแต่ที่ทรัมป์ชนะเลือกตั้ง โดยอวยว่าเป็นการคัมแบ็กทางการเมืองที่ไม่ธรรมดา เข้าร่วมพิธีสาบานตน และเชิญทรัมป์มาร่วมงานแต่งงานครั้งใหม่ของเขา ขณะที่นอกจากการทุ่มทุนซื้อลิขสิทธิ์หนังแล้ว เบโซสยังบริจาคเงิน 1 ล้านดอลลาร์สำหรับกองทุนจัดพิธีสาบานตน และสมทบทุนอีก 300 ล้านดอลลาร์สำหรับโครงการก่อสร้างห้องบอลรูมขนาดใหญ่ที่ปีกตะวันออกของทำเนียบขาวด้วย
พูดถึงสัมปทาน JEDI แล้ว กลายเป็นว่าหลังไมโครซอฟต์ชนะประมูลไป โครงการนี้ได้ถูกยกเลิกไปในสมัยของโจ ไบเดน เนื่องจากพัวพันกับคดีความและเทคโนโลยีไม่ตอบโจทย์กับปัจจุบัน โดยถูกแทนที่ด้วย JWCC ในปี 2565 ที่แบ่งงานให้กับ 4 ยักษ์ใหญ่ไอที ซึ่ง Amazon ก็เป็นหนึ่งในนั้น และสำหรับโครงการถัดไป คือ JWCC Next คาดกันว่าน่าจะมีการประมูลงานกันในต้นปีนี้และทราบผลในปีหน้า ซึ่งหากเบโซสมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทรัมป์แล้ว Amazon ก็อาจมีโอกาสชนะประมูลมากขึ้น
🔵 [คำวิจารณ์แย่ แต่เปิดตัวปัง]
ภาพยนตร์หลายเรื่องมักฉายรอบนักวิจารณ์เพื่อหวังให้มีกระแสแง่บวกเรียกผู้ชม แต่เรื่องเมลาเนียไม่มีรอบสื่อแต่อย่างใด โดยหลังจากออกฉาย เสียงวิจารณ์ก็ย่ำแย่ตามคาด ได้เพียง 6% ในเว็บไซต์มะเขือเน่า Rotten Tomatoes โดยนักวิจารณ์บางคนถึงขั้นใช้คำแรงว่า “ไร้คุณค่าทั้งทางศิลปะและสื่อสารมวลชน, ไร้อารมณ์, ไร้ยางอาย” และแทบไม่ได้ทำให้คนดูรู้จักเมลาเนียมากกว่าเดิมเท่าไรนัก
อย่างไรก็ตามเมลาเนียทำรายได้เปิดตัววันแรกในสหรัฐฯ 2.9 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะทำเงิน 8 ล้านดอลลาร์ตลอดช่วง 3 วันแรก มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ในตอนแรกว่าจะเปิดตัวด้วยรายได้ไม่เกิน 5 ล้านดอลลาร์ และตัวเลข 8 ล้านนี้ก็ถือเป็นสถิติรายได้เปิดตัวของภาพยนตร์สารคดีที่ดีที่สุดในรอบ 10 ปีเลยทีเดียว เพราะกลายเป็นว่ากระแสแง่ลบเกี่ยวกับหนังโดยเฉพาะการที่โซเชียลแห่แชร์ภาพโรงหนังอันว่างเปล่า กลับจุดกระแสให้ฐานเสียงของทรัมป์โต้กลับด้วยการออกไปอุดหนุนหนังเรื่องนี้แทน
หากจะถามว่าภาพยนตร์เรื่องเมลาเนียประสบความสำเร็จแค่ไหน สุดท้ายผมว่ารายได้ไม่สำคัญเลยครับ เพราะการที่หนังถูกพูดถึงไปทั่วโลกไม่ว่าจะในแง่ไหนก็ตาม เท่ากับว่าหนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จแบบถล่มทลายแล้วครับ