นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า โดยทางกระทรวง ยุติธรรมโดยดีเอสไอ ดำเนินการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศร.ชล.) กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร และฝ่ายปกครองในพื้นที่ที่ติดตามการดำเนินการของผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ และผู้ค้าระดับกลาง ที่รับน้ำมันจากผู้ค้า (จ๊อบเบอร์) ซึ่งผลจากการตรวจสอบระบบการขนส่งน้ำมันทั้งหมดจนถึงเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ได้พบรูปแบบการกักตุนและค้ากำไรจากเรื่องนี้
แฉ 3 กลโกงปั่นราคาน้ำมัน
1.พบการประวิงเวลาขนส่งน้ำมันทางทะเล เพื่อรอให้มีการประกาศเพิ่มราคาน้ำมันจากนั้นก็จะฟีดน้ำมันเข้ามาในระบบให้ให้ได้กำไรมากขึ้น
2.มีการปฏิเสธการจ่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ ไปยังสถานีบริการหรือลูกค้าปลายทาง
3.มีการขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน
นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า รัฐบาลกำลังเร่งตรวจสอบและขยายผล ว่าไปเกี่ยวข้องกับบุคคลใดหรือกลุ่มใดที่ทำผิดกฎหมายเกี่ยวปริมาณน้ำมันที่ขนส่งทางทะเล เราเชื่อว่ามีการลักลอบขนถ่ายทางทะเลและกำลังเร่งสอบสวนและขยายผลไปเช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีความผิดปกติที่ตรวจพบในการรายงานปริมาณน้ำมันระหว่างหน่วยตรวจสอบ ได้แก่ กรมเจ้าท่า และกรมธุรกิจพลังงานกับข้อมูลปริมาณน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่น และเรียกจัดเก็บภาษีสรรพสามิต
โดยรัฐบาลจะตรวจสอบยืนยันกับฐานข้อมูลการเดินเรือกับ ศร.ชล.และจะขยายผลการขนส่งทางบกไปยังประเทศเพื่อนบ้านว่ามีการดำเนินการที่ผิดเงื่อนไข เช่น มีการส่งออกน้ำเกินปริมาณที่ขออนุญาตไว้
การกระทำทั้งหมดนี้เป็นการค้ากำไรเกินควรจากราคาน้ำมันที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตพลังงานของโลก จึงทำให้รัฐบาลต้องใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยราคาส่วนต่างของต้นทุนกับราคาขายมากขึ้น ทำให้เกิดการขาดทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท ถ้าเงินที่ไปสนับสนุนลิตรละ 17 บาท
รัฐบาลมีเจตนารมณ์ที่จะต้องการสนับสนุนประชาชนที่ใช้น้ำมันที่เป็นคนไทยใช้สัญจร ไม่ใช่เป็นการสนับสนุนให้เกิดการกักตุนลักลอบ ไปขายยังต่างประเทศ ดังนั้นเป็นความจำเป็นที่รัฐบาลต้องดำเนินการเด็ดขาด ถือเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำมันทั่วประเทศ
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ดีเอสไอ ตรวจสอบขยายผลเป็นคดีพิเศษ และดำเนินการอย่างเฉียบขาดต่อไป ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาเหล่านี้ และได้ดำเนินการให้หน่วยงานทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้สังคมรับทราบถึงข้อเท็จจริง และใช้มาตรการป้องกันเฝ้าระวัง ควบคู่กับการดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดต่อไป
พบพิรุธคลังสุราษฎร์ฯ น้ำมันหายลึกลับ 57 ล้านลิตร!
พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า การดำเนินการจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือการดำเนินจากปลายทาง ตั้งแต่สถานีบริการน้ำมัน โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการปกครองเข้าตรวจสอบต่อเนื่องจนถึงต้นทางคือคลังน้ำมัน
อีกทางหนึ่งได้มอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษทำการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางคือโรงกลั่นมายังคลังน้ำมันและเมื่อนำข้อมูลมาชนกัน พบการกระทำความผิดหลายพื้นที่ เช่นในพื้นที่อ่างทองและนครสวรรค์ นอกจากนี้ยังพบโอกาสกักตุนของผู้ค้ามาตรา 7 และ มาตรา 10
พร้อมยกตัวอย่าง กรณีที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น จากการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางพบว่ามีเรือขนส่งน้ำมันออกจากคลังน้ำมันเดินทางไปที่คลังน้ำมัน 6 แห่งที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีจำนวนทั้งสิ้น 96 เที่ยว พบว่ามีน้ำมันที่ถึงปลายทางทั้งสิ้น 16 ล้านลิตร ซึ่งหายไป 57 ล้านลิตร
ยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้เป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งจะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษ และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
ส่วนในเรื่องการป้องกันและปราบปรามการกักตุน หลังจากนี้จะมีการตั้งวอรูมขึ้นมาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อรายงานข้อมูลปริมาณน้ำมันทุกระบบ ตั้งแต่กรมศุลกากรนำเข้า ว่าน้ำมันดิบมีปริมาณเท่าไหร่
เมื่อถามว่าจากการตรวจสอบขณะโรงกลั่นไม่เกี่ยวกับ ขบวนการกักตุนใช่หรือไม่
พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่าได้ทำการตรวจสอบทั้งระบบเอกสารและไปพิสูจน์ทราบ ในโรงกลั่นแล้วพบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการกักตุนน้ำมัน ซึ่งพบว่ามีน้ำมันคงถังแค่ในปริมาณที่ไม่สามารถดึงขึ้นมาจำหน่ายได้
เมื่อถามว่าน้ำมันที่พบว่ามีเส้นทางการเดินทางที่ ผิดปกติสามารถยึดไว้ก่อนได้หรือไม่
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่าตรวจสอบพบว่าน้ำมันอยู่ที่คลังแล้ว ยังไม่สามารถยึดได้เนื่องจากยังทราบว่าเป็นการกระทำผิด อย่างไร นอกจากส่วนที่ได้ดำเนินคดี อย่างในจังหวัดอ่างทอง อำเภอแม่สอด และนครสวรรค์
ตำรวจลุยตรวจปั๊ม แฉแอบขายภาคอุตสาหกรรมฟันกำไรเละ
พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร. /ผอ.ศปนม.ตร.) กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับมอบหมายให้ดูเรื่องของสถานีบริการต่างๆ ในช่วงมีเหตุวิกฤตน้ำมันขาดแคลน ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้ตนในฐานะ ผอ. ศปนม.ตร. เข้าร่วมกับรัฐมนตรียุติธรรม ตามคำสั่งนายกฯ ให้ดูปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน การกักตุน หรือเอารัดเอาเปรียบประชาชนหรือไม่ โดยได้รับมอบหมายให้ไปดูสถานีบริการต่างๆ
จากการสุ่มตรวจสถานีบริการที่ปิดตัวลง แล้วย้อนกลับไปดูว่ามีคลังน้ำมันไหนบ้างที่ส่งน้ำมันให้สถานีบริการต่างๆ พบว่ามีสถานีบริการทั้งหมด 27 แห่ง 12 จ๊อบเบอร์ ที่ทำหน้าที่ส่งไปสถานีบริการที่ปิดตัวลง ซึ่งจาก 39 แห่งที่ตรวจสอบ พบว่ามี 6 แห่งที่น่าสงสัย และน่าเชื่อว่ามีการกักตุนน้ำมันและมีการจับกุมเพิ่มเติม
ประเด็นแรกคือ การมีน้ำมันในคลังแต่จ่ายน้อยลง พบว่าบางคลังมีน้ำมัน ปกติเดือนกุมภาพันธ์ จะดำเนินการจ่ายน้ำมันอยู่ที่ 18 ล้านลิตร แต่ช่วงเดือนมีนาคมจ่ายลดลงเหลือแค่ 11 ล้านลิตร ซึ่งที่ผ่านมาโรงกลั่นได้ส่งน้ำมันและกลั่นน้ำมัน 100% ปริมาณน้ำมันไม่มีการขาดในตลาด แต่พอไปถึงคลัง คลังจ่ายผิดปกติ ซึ่งมีลักษณะการเก็งกำไร
หรืออีกคลังที่ภาคเหนือ ปกติจำหน่ายน้ำมันประมาณ 2 ล้านกว่าลิตรต่อวัน แต่ช่วงวิกฤตจ่ายอยู่แค่ครึ่งหนึ่ง คือประมาณ 1.2 ล้านลิตร ซึ่งเราไปตรวจสอบสถานีบริการต่างๆในภาคเหนือตอนล่าง พบว่ามีปัญหาขาดแคลนน้ำมันอย่างมาก ก็น่าเชื่อว่าจะมีส่วนในการกักตุน
นอกจากนี้ ยังพบว่าคลังบางส่วนไม่มีน้ำมัน ประมาณ 4 แห่ง และถูกลดโควตาลง ในขณะที่โรงกลั่นยังส่งน้ำมันให้เต็มที่ ก็ต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม ว่าอาจมีการนำน้ำมันไปไว้ที่อื่น หรือประเด็นอื่นก็ต้องตรวจสอบ ตรงนี้ทำให้คลังน้ำมันไม่มีน้ำมันจ่ายออกมา ในขณะที่โรงกลั่นก็ยังส่งน้ำมัน
ขณะเดียวกันยังมีการจับกุมสถานีบริการน้ำมัน ที่ใช้เวลาวิธีสั่งน้ำมันไปแต่ไม่ได้ลงน้ำมัน โดยข้ามไปจำหน่ายบริเวณภายนอก ซึ่งได้กำไรมากกว่าหน้าปั๊มอยู่ 10 บาททันทีในช่วงเวลานั้น เช่น ส่งไปให้ภาคอุตสาหกรรมเกษตรกรรม โดยไม่จำหน่ายหน้าปั๊ม ซึ่งจับกุมเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วในช่วงวิกฤต เพราะว่ามีสถานีบริการน้ำมัน สั่งน้ำมันไปลงที่ลาดกระบัง แต่แท้จริงไปแอบลงที่นครสวรรค์ และพบการกักตุนน้ำมันอยู่หลังปั๊ม ลักษณะนี้เชื่อว่าจะมีอีกหลายที่ ซึ่งอยู่ระหว่างขยายผล
ทั้งยังมีการลักลอบส่งออกที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยใช้รถบรรทุกน้ำมันจำนวนประมาณ 4 หมื่นลิตร ก็เป็นอันสิ่งที่เราตรวจพบ และจะขยายผลเรื่องการลักลอบส่งออก
ส่วนที่มีการลงติ๊กต็อกของคนกัมพูชา ตรวจสอบเมื่อวานแล้วพบว่า เรือดังกล่าวเป็นของคนไทย ซึ่งคนในติ๊กต็อกน่าเชื่อว่าเป็นคนไทย ลูกเรือทั้งหมดมี 6 คน เป็นเรือสวมทะเบียนชื่อ “โชคชนกร” ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบของเจ้าของเรือ และเรียกสอบเพิ่มเติม ว่าพฤติกรรมดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายน้ำมันกลางทะเลหรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผล
อธิบดีดีเอสไอ เตรียมขยายผลถึงการลักลอบส่งออก
พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า การกระทำความผิดมีหลายลักษณะกรณีน้ำมันหายกลางทะเล และการลักลอบส่งออกน้ำมัน อาจจะต้องใช้เวลาตรวจสอบ
ทั้งนี้สิ่งที่พบมูลความผิด คือ เรื่องการกักตุนน้ำมัน โดยกฎหมายได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าห้ามผู้ประกอบการปฏิเสธการจำหน่าย หรือ ชะลอเวลาการจำหน่ายน้ำมัน แม้แต่ประวิงเวลาการขนส่ง อย่างการเดินทางขนส่งปกติ 2 วัน เพิ่มเป็น 5 วันถือว่าเป็นการประวิงเวลาส่งมอบสินค้า ทำให้กระทบกับความสงบเรียบร้อยและระบบเศรษฐกิจการคลัง
อย่างไรก็ตามส่วนอื่นก็จะขยายผลว่าในการทำผิดทุกเรื่อง แต่ประเด็นที่รับเป็นคดีพิเศษ โดยยึดจากพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งจะขยายผลต่อไป และ เมื่อรับเป็นคดีพิเศษแล้วจะสามารถตั้งหน่วยงานต่างๆเข้ามาร่วมสอบสวนในคดีพิเศษ ซึ่งจะร่วมบูรณาการกันอย่างเต็มที่
#อนุทิน #น้ำมันแพง #กักตุนน้ำมัน #น้ำมันเถื่อน #DSI #ข่าววันนี้ #วิกฤตพลังงาน #ปราบโกง #สุราษฎร์ธานี #แม่สอด #เรือเถื่อน #ความมั่นคงพลังงาน