คำพูดดังกล่าวนำมาซึ่งมาตรการกดดันจากจีนทุกทิศทางตั้งแต่เรื่องการแบนหนัง ยกเลิกคอนเสิร์ต ยกเลิกการเดินทาง ไปจนถึงการระงับการนำเข้าอาหารทะเล และระงับการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทางหรือผลิตภัณฑ์ที่อาจถูกนำไปใช้ในทางทหารได้ โดยข้อเรียกร้องของจีนก็คือ ต้องการให้ทาคาอิจิถอนคำพูด ซึ่งจนถึงทุกวันนี้เธอยังคงยืนยันว่าไม่ได้พูดอะไรผิด และหากทาคาอิจิคว้าชัยชนะและกลับมาเป็นรัฐบาลที่แข็งแกร่งกว่าเดิม ก็อาจเป็นการส่งสัญญาณไปถึงปักกิ่งได้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนจุดยืนที่แข็งกร้าวของเธอ แต่ก็อาจนำมาซึ่งมาตรการตอบโต้ที่รุนแรงขึ้นจากจีนได้เช่นกัน
🔵[หาเสียง 2 สัปดาห์]
แต่ไม่ว่าจะชาตินิยมขนาดไหน สิ่งสำคัญอันดับหนึ่งในใจสำหรับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็คือเรื่องปากท้อง สะท้อนจากผลโพลเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่พบว่า 45% บอกว่าความกังวลอันดับแรกคือค่าครองชีพ แล้วถึงตามมาด้วยการทูตและความมั่นคง ดังนั้น นโยบายในการหาเสียงของทาคาอิจิก็คือ การเลื่อนเก็บภาษีการซื้ออาหาร 8% เป็นเวลา 2 ปี เพื่อหวังบรรเทาราคาอาหารและวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฝ่ายค้านหาเสียงว่าจะยกเลิกการเก็บภาษีดังกล่าวแบบถาวร
การที่ญี่ปุ่นกำหนดวันเลือกตั้งตรงกันกับไทย หมายความว่าบรรดาพรรคการเมืองญี่ปุ่นจะมีเวลาหาเสียงเพียงแค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น ทำสถิติสั้นที่สุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลก ขณะที่ในไทยใช้เวลาเดินสายกันเกือบ 2 เดือน ซึ่งปัจจัยเรื่องเวลานี้ก็ถูกฝ่ายค้านญี่ปุ่นโจมตีว่าทำให้รัฐบาลได้เปรียบและหากทาคาอิจิยึดมั่นกับสโลแกน “ทำงาน ทำงาน ทำงาน ทำงาน ทำงาน” จริง ทำไมไม่ทำงานให้มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันก่อนค่อยยุบสภา ขณะที่ฝ่ายค้านเองก็ต้องปรับตัว โดยพรรคหลักอย่าง CDP ได้จับมือกับพรรคโคเมโตะร่วมกันตั้งพรรคใหม่ชื่อว่า “พันธมิตรปฏิรูปสายกลาง” เพื่อสู้กับ LDP
ญี่ปุ่นเปลี่ยนนายกฯ มา 4 คนในรอบ 5 ปี ขณะที่ไทยมี 3 นายกฯ ใน 3 ปี แล้วหลังจาก 8 กุมภาพันธ์นี้ทั้ง 2 ประเทศจะได้ใครเป็นผู้นำ จะเป็นหน้าเดิมหรือจะเป็นคนใหม่ อีก 14 วันได้รู้พร้อมกันทั้งโลกครับ