svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : 3 เดือนเพื่อ 4 ปี! “นายกฯ ญี่ปุ่น” โหนกระแสชาตินิยมเดิมพันยุบสภา

25 ม.ค. 2569

นับถอยหลัง 2 สัปดาห์สู่การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้ ทุกคนตัดสินใจกันได้หรือยังว่าจะเลือกใครดีครับ แต่นอกจากไทยแล้วอีกประเทศหนึ่งที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้นในวันนั้นเช่นเดียวกันก็คือ ญี่ปุ่น ซึ่งนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ เพิ่งประกาศจะยุบสภาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และยุบจริงเมื่อวันศุกร์ ก่อนถึงกำหนดเลือกตั้งครั้งต่อไปประมาณ 1 ปีครึ่ง แต่ก็เป็นไปตามกระแสข่าวที่ออกมาตั้งแต่ก่อนปีใหม่

การยุบสภาครั้งนี้เท่ากับว่าทาคาอิจิที่สร้างประวัติศาสตร์ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำหญิงคนแรกของญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วจะมีเวลาอยู่ในตำแหน่งได้เพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น สั้นกว่านายกฯ บ้านเราด้วยซ้ำ แต่ที่ไม่ต่างกันก็คือ ยุบสภาเพื่อหวังกลับมาเป็นรัฐบาลยาวครบวาระ 4 ปี และมีเสถียรภาพมากกว่าเดิมครับ

🔵[เอาตำแหน่งเป็นเดิมพัน]
ในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ ทาคาอิจิบอกว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก แต่เธอขอเอาอนาคตในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเดิมพัน เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจโดยตรงว่า พวกเขาไว้วางใจให้เธอบริหารประเทศต่อไปหรือไม่ ในด้านหนึ่งนี่คือการแสวงหาความชอบธรรมจากประชาชน และสะท้อนข้อเท็จจริงที่ว่าทาคาอิจิไม่ได้เป็นนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เป็นการเลือกกันเองภายในพรรครัฐบาล LDP เพื่อหาผู้นำคนใหม่ขึ้นมาแทนอดีตนายกฯ ชิเงรุ อิชิบะที่ลาออกไป

แต่ในอีกด้านหนึ่งทาคาอิจิกำลังต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น เพราะสาเหตุที่อิชิบะลาออกก็เพื่อรับผิดชอบต่อความพ่ายแพ้ทั้งในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาที่ทำให้พรรค LDP กลายเป็นเสียงข้างน้อย ขณะที่รัฐบาลทาคาอิจิก็สูญเสียพรรคร่วมโคเมโตะที่จับมือกับ LDP มานาน 26 ปี จนกระทั่งได้พรรคอิชินหรือพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่นมาสนับสนุนจนเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

🔵[โหนกระแสชาตินิยม]
หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ทาคาอิจิมั่นใจจนกล้ายุบสภาก็คือคะแนนนิยมของเธอที่อยู่ในระดับสูงราว 60%-70% มาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับคะแนนนิยมของ ครม.จากผลโพลล่าสุดของ NHK เมื่อกลางเดือนมกราคมอยู่ที่ 62% สวนทางกับคะแนนสนับสนุนพรรค LDP ที่เหลือไม่ถึง 30% แสดงให้เห็นว่าประชาชนชาวญี่ปุ่นมองนายกฯ และ ครม. แยกจากพรรคการเมืองต้นสังกัด

ตามธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนก็คือ ยิ่งเวลาผ่านไป คนก็จะเริ่มชินชา และคะแนนนิยมก็จะค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ ดังนั้น ทาคาอิจิจึงอาจคิดว่ายิ่งยุบสภาเร็วยิ่งดีกับเธอ นอกจากนี้การยุบสภาตั้งแต่เปิดสมัยได้ไม่นาน ก็เพื่อลดจำนวนแผล เพราะถ้าปล่อยให้มีการอภิปราย รัฐบาลพรรค LDP อาจถูกฝ่ายค้านเปิดแผลเก่า โจมตีปัญหาเรื้อรังอย่างเรื่องการทุจริตเงินภายในพรรคได้

อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันและ “ได้ใจ” ประชาชนก็คือ “กระแสชาตินิยม” ที่ทาคาอิจิปลุกขึ้นมาจากวาทกรรมเรื่องไต้หวันกลางสภา โดยบอกว่าญี่ปุ่นอาจใช้มาตรการทางทหารหากจีนเปิดปฏิบัติโจมตีปิดล้อมยึดไต้หวัน ซึ่งแน่นอนว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องอ่อนไหวที่สุดสำหรับรัฐบาลปักกิ่ง และประจวบกับปีที่แล้วที่ครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่จีนเรียกว่าชัยชนะเหนือการรุกรานของญี่ปุ่น ทำให้กระแสชาตินิยมในจีนที่แรงอยู่แล้วก็ยิ่งแรงขึ้นกว่าเดิม

คำพูดดังกล่าวนำมาซึ่งมาตรการกดดันจากจีนทุกทิศทางตั้งแต่เรื่องการแบนหนัง ยกเลิกคอนเสิร์ต ยกเลิกการเดินทาง ไปจนถึงการระงับการนำเข้าอาหารทะเล และระงับการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทางหรือผลิตภัณฑ์ที่อาจถูกนำไปใช้ในทางทหารได้ โดยข้อเรียกร้องของจีนก็คือ ต้องการให้ทาคาอิจิถอนคำพูด ซึ่งจนถึงทุกวันนี้เธอยังคงยืนยันว่าไม่ได้พูดอะไรผิด และหากทาคาอิจิคว้าชัยชนะและกลับมาเป็นรัฐบาลที่แข็งแกร่งกว่าเดิม ก็อาจเป็นการส่งสัญญาณไปถึงปักกิ่งได้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนจุดยืนที่แข็งกร้าวของเธอ แต่ก็อาจนำมาซึ่งมาตรการตอบโต้ที่รุนแรงขึ้นจากจีนได้เช่นกัน

🔵[หาเสียง 2 สัปดาห์]
แต่ไม่ว่าจะชาตินิยมขนาดไหน สิ่งสำคัญอันดับหนึ่งในใจสำหรับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็คือเรื่องปากท้อง สะท้อนจากผลโพลเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่พบว่า 45% บอกว่าความกังวลอันดับแรกคือค่าครองชีพ แล้วถึงตามมาด้วยการทูตและความมั่นคง ดังนั้น นโยบายในการหาเสียงของทาคาอิจิก็คือ การเลื่อนเก็บภาษีการซื้ออาหาร 8% เป็นเวลา 2 ปี เพื่อหวังบรรเทาราคาอาหารและวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฝ่ายค้านหาเสียงว่าจะยกเลิกการเก็บภาษีดังกล่าวแบบถาวร

การที่ญี่ปุ่นกำหนดวันเลือกตั้งตรงกันกับไทย หมายความว่าบรรดาพรรคการเมืองญี่ปุ่นจะมีเวลาหาเสียงเพียงแค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น ทำสถิติสั้นที่สุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลก ขณะที่ในไทยใช้เวลาเดินสายกันเกือบ 2 เดือน ซึ่งปัจจัยเรื่องเวลานี้ก็ถูกฝ่ายค้านญี่ปุ่นโจมตีว่าทำให้รัฐบาลได้เปรียบและหากทาคาอิจิยึดมั่นกับสโลแกน “ทำงาน ทำงาน ทำงาน ทำงาน ทำงาน” จริง ทำไมไม่ทำงานให้มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันก่อนค่อยยุบสภา ขณะที่ฝ่ายค้านเองก็ต้องปรับตัว โดยพรรคหลักอย่าง CDP ได้จับมือกับพรรคโคเมโตะร่วมกันตั้งพรรคใหม่ชื่อว่า “พันธมิตรปฏิรูปสายกลาง” เพื่อสู้กับ LDP

ญี่ปุ่นเปลี่ยนนายกฯ มา 4 คนในรอบ 5 ปี ขณะที่ไทยมี 3 นายกฯ ใน 3 ปี แล้วหลังจาก 8 กุมภาพันธ์นี้ทั้ง 2 ประเทศจะได้ใครเป็นผู้นำ จะเป็นหน้าเดิมหรือจะเป็นคนใหม่ อีก 14 วันได้รู้พร้อมกันทั้งโลกครับ