"ปิยบุตร"ชี้ กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญเป็นละคร ระบุ ต้องไม่ให้พวกเขาหลอกประชาชนเป็นครั้งที่ 3

"ปิยบุตร" ชี้ กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญเป็นละคร นักการเมือง-สว.กำลังรวมหัวกันต้มประชาชน ระบุ ไม่แตะโครงสร้างต้นตอปัญหา แต่แก้เพื่อตัวเองสืบทอดอำนาจ ลั่น ต้องไม่ให้พวกเขาหลอกเป็นครั้งที่สาม

วันนี้(15 มิ.ย.64) กลุ่ม Re-Solulion แถลงข่าวณรงค์เข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในแคมเปญ "ขอคนละชื่อรื้อระบอบประยุทธ์" ท่ามกลางกระแสการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองใหญ่ ซึ่งมุ่งไปที่การแก้ไขรายมาตราเน้นที่เรื่องระบบการเลือกตั้ง ขณะที่ทางกลุ่มเสนอแก้ไขใน 4 ประเด็น มุ่งขจัดต้นตอของปัญหาในการสืบทอดอำนาจ คือ 1.ล้มวุฒิสภาเดินหน้าสภาเดี่ยว 2.โละศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ปฏิรูปที่มา อำนาจ การตรวจสอบ 3.เลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนปฏิรูป ปลดโซ่ตรวนอนาคตประเทศ และ 4.ล้างมรดกรัฐประหาร หยุดวงจรอุบาทว์ขวางประชาธิปไตย

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ตัวแทนกลุ่ม Re-Solulion กล่าวว่า รัฐธรมนูญ 2560 หรือฉบับสืบทอดอำนาจ ถ้ายังอยู่กับเรา ประเทศไทยจะไม่กลับมาปกติแบบนานาอารยะประเทศ ซึ่งเราเห็นว่าต้องมีการจัดทำใหม่ทั้งฉบับ แต่อย่างไรก็ตาม กระบวนการนั้นได้ถูกคว่ำไปด้วยการเล่นแร่แปรธาตุของสมาชิกรัฐสภา และมีทีท่าว่าจะหันมาแก้รายมาตราแทน และช่วงระหว่างการทำทั้งฉบับยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่สามารถเดินหน้าได้ ก็จำเป็นว่าจะแก้รายมาตรานั้นจะแก้อย่างไร เพราะเราคาดว่าท้ายที่สุด ด้วยกลไกที่สมาชิกรัฐสภา เขาไม่ต้องการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญเฉพาะบางประเด็นที่พวกเขาได้ประโยชน์ในการสืบทอดอำนาจต่อไปเท่านั้น นี่จึงเป็นที่มาที่กลุ่ม Re-Solulion เปิดแคมเปญแก้รัฐธรรมนูญในชื่อ "ขอคนละชื่อรื้อระบอบประยุทธ์" ด้วยความตั้งใจว่า หากจะแก้รายมาตรานั้น จะต้องแก้ใน 4 ประเด็นสำคัญที่เป็นจุดค้ำจุนระบอบประยุทธ์ดังกล่าวและว่า

นายปิยบุตร กล่าวถึงกรณีพรรคการเมืองใหญ่เสนอแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราในช่วงนี้ ว่า กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญรอบนี้ มันเป็นการเล่นละคร ตบตา ปาหี่ กันมาตั้งแต่ต้น เห็นชัดว่ารัฐบาลเสียงข้างมากในเวลานี้ รวมถึง ส.ว.ไม่ได้มีความจริงใจแก้ตั้งแต่ต้น จนโดนประชาชน โดนฝ่ายค้าน และโดนพรรคร่วมรัฐบาลที่ร่วมรัฐบาลโดยมีเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญกดดัน จึงเริ่มต้นตั้ง กมธ.ศึกษาการแก้รัฐธรรมนูญ จากนั้นก็โดนผู้ชุมนุมกดดัน เลยยอมลงมติรับหลักการ แต่ก็ใช่ว่ารับทันที เพราะมีการตั้ง กมธ.ศึกษาอีกเพื่อยื้อเวลา ท้ายที่สุดทำขึ้นมา และก็มีการร้องศาลรัฐธรรมนูญอีก ก่อนที่สุดท้ายในวาระ 3 ก็คว่ำไป ทำราวกับว่าการจะแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ หรือการจะทำใหม่ทั้งฉบับจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย แต่พอสถานการณ์การเมืองบีบงวดมากขึ้น พรรคร่วมรัฐบาลเริ่มมีปัญหากันเองมากขึ้น คราวนี้เริ่มกลับมาคิดเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ

"กติกาที่พวกคุณเคยออกแบบมาเพราะไม่อยากให้พรรคการเมืองใหญ่ได้ ส.ส.เป็นจำนวนมาก ไม่อยากให้พวกเขาได้กลับมาเป็นรัฐบาล คราวนี้ก็เลยเข้าตัวเอง เพราะจะทำให้พรรคของคุณไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ดังนั้น ก็เลยเริ่มเสนอแก้รายมาตรา และรีบกันจนจะแซงคิวเรื่องสำคัญที่พิจารณาอยู่อย่าง ร่าง พ.ร.บ. ประชามติ นี่เป็นความผิดปกติอย่างชัดเจน ที่นักการเมืองบางกลุ่ม สมาชิกรัฐสภาบางพวก กำลังรวมหัวกันต้มประชาชน ซึ่งบทบาทของประธานรัฐสภาจึงสำคัญยิ่งว่าจะเอาอย่างไร คืออย่างน้อยควรรอให้ ร่าง พ.ร.บ.ประชามติ จบก่อน สภาสมัยนี้ยังมีเวลาอีกหลายเดือนในการพิจารณาญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ" ปิยบุตร กล่าวและว่า

อยากชวนพิจารณา การแก้รัฐธรรมนูญรอบนี้ ที่พรรคต่างๆ มีการเสนอมาหลายร่าง ตามแต่ละพรรคจะออกแบบ แต่ความสำคัญอยู่ที่ วัตถุประสงค์ลึกๆ แล้วเขาต้องการอะไรกันแน่ ซึ่งคิดว่าฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านบางพรรค เขาต้องการเน้นไปที่ระบบเลือกตั้ง เรื่องอื่นเป็นเพียงองค์ประกอบ เป็นเพียงเครื่องประดับที่ตกแต่งเท่านั้นเอง และท้ายที่สุด ก็คาดการณ์ว่าการแก้ระบบเลือกตั้งครั้งนี้จะมีโอกาสสำเร็จด้วย และถ้าสำเร็จ กลับไปเป็นแบบรัฐธรรมนูญ 2540 จริง นี่คือการเปิดทางให้ระบอบประยุทธ์ได้สืบทอดอำนาจอีกรอบ นับเป็นครั้งที่ 3 ที่เขาหลอกต้มประชาชน

"โดยครั้งแรกคือการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีคำถามพ่วงให้ ส.ว. 250 คนจากการแต่งตั้งของประยุทธ์และมีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 เมื่อมีการเลือกตั้งได้รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ที่ส่วนหนึ่งพรรคการเมืองมาร่วมก็กังวลเรื่อง ส.ว.250 คน และครั้งนี้ ต้องการให้การเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคตนเองชนะเบ็ดเสร็จ ก็เปลี่ยนระบบเลือกตั้งให้ตนเองได้เปรียบ ซึ่งหากทำสำเร็จ 3 ครั้งติดต่อกัน คำถามคือประชาชนอยู่ตรงไหน เรื่องใหญ่ที่เป็นประเด็นสำคัญไม่แตะ ไม่ทำ คว่ำไป แต่พอเรื่องที่ตัวเองได้ประโยชน์ก็หยิบมา แถมจะแซงคิวอีก จะเอาให้ได้เพื่อแก้ไขปัญหาของตนเอง เราต้องไม่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดอีกต่อไป" นายปิยบุตร กล่าว