โผ "ครม.เศรษฐา 2" ลงตัว ใครได้ยิ้มหน้าบาน ใครต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้าน?
24 เม.ย. 2567
โผ "ครม.เศรษฐา 2"ลงตัว ใครได้ยิ้มหน้าบาน ใครต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้าน? ว่าที่รัฐมนตรีหน้าใหม่ทยอยกรอกประวัติรอตรวจสอบ
การเมือง
24 เม.ย. 2567
โผ "ครม.เศรษฐา 2"ลงตัว ใครได้ยิ้มหน้าบาน ใครต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้าน? ว่าที่รัฐมนตรีหน้าใหม่ทยอยกรอกประวัติรอตรวจสอบ
การปรับ ครม. ครั้งแรกของ “รัฐบาลเศรษฐา” เริ่มนิ่งและชัดเจน ทั้งในส่วนของพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาล หลังจากเกิดภาวะฝุ่นตลบ เป้าหมายการปรับถูกขยับจาก 18-19 เมษายน ให้จบภายในสัปดาห์นี้ หรือไม่เกินวันที่ 26 เมษายน
เมื่อทุกอย่างทำท่าจะยืดเยื้อ เพราะมีความพยายาม “ดึงเกมยื้อเวลา” จากบางกลุ่ม ทำให้ผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย และผู้มีอำนาจตัวจริง ต้องเร่งเกมเร็ว ด้วยการ “ตัดจบ” ในส่วนที่เคลียร์เรียบร้อยแล้วเป็นอันดับแรก คือ “ว่าที่รัฐมนตรีหน้าใหม่” ประกอบด้วย
“เผ่าภูมิ โรจนสกุล” สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นรัฐมนตรีช่วยคลัง อีกคนคือ "จิราพร สินธุไพร" หรือ สส.น้ำ จากร้อยเอ็ด ซึ่งมีผลงานในสภาโดดเด่นในช่วงที่เพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน เป็นผู้อภิปรายหลักเรื่อง “เหมืองทองอัครา” และเป็น สส.ที่มีแฟนคลับ เล่นโซเชียลฯเก่ง วานนี้ (23เ เม.ย) มีข่าวว่าทั้งคู่ได้เข้าทำเนียบรัฐบาล และรับเอกสารไปกรอกประวัติ เตรียมเป็นรัฐมนตรีแล้ว
และอีกคนในส่วนของพรรคเพื่อไทย คือ “พิชิต ชื่นบาน” ข่าวล่าสุดมีการไฟเขียว ผ่านฉลุยทุกด่านรอวันแต่งชุดขาว
เมื่อพรรคเพื่อไทยมี “3 ว่าที่รัฐมนตรีใหม่” รวมกับอีก 1 คือ "พิชัย ชุณหวชิร"ซึ่งถูกวางตัวนั่งรมว.คลัง มารออยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นคนที่ต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านต้องมีอย่างน้อย 3 ตำแหน่ง เพราะเก้าอี้รัฐมนตรีโควตาเพื่อไทยมีว่างอยู่เดิม 1 ตำแหน่ง โดยเก้าอี้ที่มีโอกาสหลุดสูง 4 ตำแหน่ง ได้แก่
รทสช. ประกาศไม่ปรับ ครม.
ส่วนฝั่งพรรคร่วมรัฐบาล “รวมไทยสร้างชาติ” ก่อนหน้ามีข่าว รัฐมนตรีหลุดเก้าอี้ คือ นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ แต่ล่าสุดได้รับการยืนยันจากปาก “อนุชา” ว่าพรรครวมไทยสร้างชาติไม่มีปรับ ครม.
พปชร.กับเกม “บาลานซ์อำนาจ-โยนเผือกร้อน”
ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค เปิดเผยว่าได้เป็นคนไปส่งชื่อว่าที่รัฐมนตรีใหม่ถึงมือ "นายกฯเศรษฐา" แล้ว โดยเป็นการส่ง 4 ชื่อ ตัวจริง 1 สำรองอีก 3
งานนี้ถือเป็น “เกมเนียน” ของ ร.อ.ธรรมนัส เพราะโดยปกติ ชื่อรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมีชื่อสำรอง แต่การส่งชื่อสำรอง แต่เหตุที่ต้องส่ง 3 ชื่อ เพราะต้องการ “บาลานซ์อำนาจ” ก็คือ ซื้อใจ “ไผ่ ลิกค์” ซึ่งมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ ว่าได้ผลักดันอย่างเต็มที่ สุดทาง สุดความสามารถแล้ว หากไม่ได้ ก็เป็นเพราะปัจจัยอื่น ไม่ใช่เพราะตัวเอง
ส่วนการเสนอชื่อสำรอง 3 ชื่อ จากการสนับสนุนของผู้ใหญ่ภายในพรรคหลายกลุ่มวิธีนี้ป้องกันภาวะแตกหักเผชิญหน้า โดยโยนปัญหา หรือ "เผือกร้อน" ให้ "นายกฯเศรษฐา" รับไปแทน
สถานการณ์ยืดเยื้อเรื่องปรับ ครม.ไม่เป็นผลดีกับรัฐบาล เพราะจะลดทอนความเชื่อมั่น ทั้งในสายตาประชาชน และข้าราชการมีแนวโน้มเกียร์ว่าง สุดท้าย “ผู้มีอำนาจตัวจริง” จึงขีดเส้น และเคาะตัดจบให้ได้ภายในสัปดาห์นี้
