ไขปมนักการเมืองรุมทึ้งเก้าอี้รองประธาน กมธ.งบฯ

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวทางการเมืองในวันนี้ คือ การประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 65 นัดแรก / เพื่อพิจารณารายละเอียดในวาระที่ 2 เรียกว่า "ชั้นแปรญัตติ" / หลังจากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ผ่านสภาวาระแรก หรือ "วาระรับหลักการ" เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา

วาระสำคัญของการประชุมนัดแรก ก็คือการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งประธาน รองประธาน เลขานุการ และโฆษกกรรมาธิการ / ซึ่งบุคคลที่ได้เป็นกรรมาธิการนี้ มีการเสนอชื่อกันมาตั้งแต่วันประชุมสภาที่ลงมติผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ วาระแรกแล้ว รวม 72 คน / โดยเสนอตามโควต้า / แบ่งเป็น โควต้าคณะรัฐมนตรี และโควต้าพรรคการเมือง / ฉะนั้นผู้ที่ได้เป็นกรรมาธิการฯ จะรู้ตัวเองอยู่แล้ว / วันนี้มาประชุมเพื่อเลือกตำแหน่งต่างๆ เท่านั้น 
แต่การประชุมนัดแรกกลับมีปัญหา เพราะคุยกันไม่ลงตัวที่ตำแหน่งรองประธานคณะกรรมาธิการฯ โดยตำแหน่งประธานนั้น ตามธรรมเนียมต้องตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอยู่แล้ว แต่ตำแหน่งรองประธานฯ มีการแย่งชิงกัน 
โดยตามธรรมเนียม รองประธานคนที่ 1 จะเป็นรัฐมนตรีช่วยคลัง โควต้าของ ครม. / ขณะที่รองประธานคนที่ 2 จะเป็นพรรคการเมืองที่มีเสียงมากที่สุด ซึ่งปกติจะเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ซึ่งก็คือฝ่ายเดียวกับ ครม. 
แต่ยุคนี้ พรรคการเมืองที่มีเสียงมากที่สุด คือ พรรคเพื่อไทย กลับกลายเป็นฝ่ายค้าน ทำให้พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นรองประธานคนที่ 2 แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่ยอม และมีความพยายามผลักดัน นางนาที รัชกิจประการ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย มานั่งแทน โดยไม่สนใจธรรมเนียมปฏิบัติ / สุดท้ายตกลงกันไม่ได้ ถึงกับต้องพักการประชุม / ต้องไปเจรจากันนอกรอบ 

เมื่อกลับเข้ามาประชุมกันใหม่ สรุปว่าให้ใช้สูตรตั้งตัวแทนของ ครม.กับรัฐบาลไปก่อน จากนั้นจึงต่อด้วยพรรคเพื่อไทย ทำให้รองประธานคนที่ 1 ถึงคนที่ 5 เป็นของรัฐบาล โดย นางนาที ได้เป็นรองประธานคนที่ 4 ส่วนนายประเสริฐ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ไปเป็นรองฯ คนที่ 6 / ที่สำคัญรองประธานฯทั้งหมด มีถึง 22 คน เรียกว่าแจกจ่ายกันถ้วนหน้าเกือบทุกพรรค
คุณผู้ชมอาจจะสงสัยว่า แค่ตำแหน่งรองประธานฯ ทำไมต้องแย่งกัน / หรือว่าแย่งเบี้ยประชุม / เรื่องนี้ "ทีมข่าวข้นคนข่าว" ได้ข้อมูลจาก ส.ส.ในสภาว่า สาเหตุที่แย่งกัน / เรื่องเบี้ยประชุมไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะเบี้ยประชุมแต่ละนัด จะอยู่ที่ 1,500 บาทเท่านั้น แต่รองประธานฯ จะได้ไปเป็น "ประธานอนุกรรมการ" ที่จะมีการตั้งขึ้นหลังจากนี้ แล้วกระจายกันไปพิจารณางบประมาณตามแผนงานโครงการต่างๆ ซึ่งมีหลากหลายแผน ใช้คณะกรรมาธิการชุดใหญ่คณะเดียวพิจารณาไม่ทัน ต้องมีอนุกรรมาธิการช่วย
ประธานอนุกรรมาธิการพวกนี้ จะมีเพาเวอร์มาก เพราะจะพิจารณาลงลึกไปถึงโครงการและแผนงานของกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ และยังมีอำนาจในการปรับลด หรือตัดงบประมาณด้วย 
เหตุนี้เองหน่วยงานที่ต้องการรักษางบไว้ ไม่ถูกตัด / จึงต้องมาวิ่งเต้นล็อบบี้กับประธานอนุกรรมาธิการฯ บางทีก็มีแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน เช่น ถ้างบผ่าน จะจัดโครงการให้ไปลงในพื้นที่เลือกตั้งของประธานอนุฯ หรือพรรคการเมืองต้นสังกัดของประธานอนุฯ แบบนี้เป็นต้น 
หรือบางกรณี ก็มีการเรียกเงินสดกันดื้อๆ เลย / อย่างเช่นที่มีข่าวอื้อฉาว อธิบดีกรมน้ำบาดาล แฉเมื่อปีที่แล้ว ถ้ายังจำกันได้ ว่ามีการโทรศัพท์เรียกเงิน 5 ล้านบาท แลกกับการผ่านงบ / นี่คือสาเหตุที่ทำให้ตำแหน่งพวกนี้มีการแก่งแย่งกันอย่างดุเดือด

ขณะที่ตำแหน่งโฆษกกรรมาธิการฯ ก็มีความสำคัญ และมีผลประโยชน์ทางการเมืองเช่นกัน / อย่างในหลายๆ กรณี จะมีการชิงแถลงข่าวก่อน เพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมืองของฝ่ายตน ทั้งๆ ที่บางเรื่องยังไม่เป็นมติ หรือมีมติอีกแบบหนึ่งไปแล้ว 
อย่างเมื่อปีที่แล้ว ที่มีการแถลงของโฆษกกรรมาธิการฯจากบางพรรคการเมือง อ้างว่าอนุกรรมาธิการไม่ยอมตัดงบเรือดำน้ำ ทั้งๆ ที่มติคือ "ตัด" แต่มาแถลงอีกแบบเพื่อโจมตีฝ่ายรัฐบาล / ทำให้มีการตอบโต้กันวุ่นวาย แบบนี้เป็นต้น
สำหรับโฆษกกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปีนี้ก็มีถึง 9 คน / หนึ่งในนั้นคือ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยมีผลงานตรวจสอบรัฐบาลลุงตู่มาหลายเรื่อง / แต่ปีที่แล้วพลาดหวัง โดนหักหลังจากพรรคเพื่อไทย ไม่ได้เป็นกรรมาธิการฯ / ปีนี้จึงย้ายค่ายมาเป็นกรรมาธิการฯในโควต้าพลังประชารัฐ / แถมได้เป็นโฆษกด้วย / งานนี้เพื่อไทยมีหนาว 
อีกคนที่เข้ามาสร้างสีสัน คือ คุณเอ๋ ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ได้เป็นกรรมาธิการฯ ทั้งๆ ที่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. / แต่กรรมาธิการงบประมาณ เป็นกรรมาธิการวิสามัญฯ จึงเปิดให้คนนอกที่ไม่ใช่ ส.ส.เข้ามาเป็นได้ / เหมือนกรณีที่อดีตพรรคอนาคตใหม่ เคยเสนอนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เข้ามาเป็นกรรมาธิการงบฯ ทั้งๆ ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุติธรรมการปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน