กลุ่มที่ 2 ส่วนผู้ปลูก ในเรื่องต้นทางก็ต้องมีรายละเอียดชัดเจนว่า ต้องลงทะเบียน แต่ไม่ใช่ต้องมีใบอนุญาต เพราะปัจจุบันค่าใบอนุญาตมีราคาค่อนข้างแพง และมีค่าใช้จ่ายอื่นๆอีก อย่างผู้ปลูกที่เป็นเกษตรกร ก็ไม่ควรต้องจ่ายใบอนุญาต รวมถึงต้องขอทุกครั้งที่ปลูกอันนี้ไม่ควร
กลุ่มที่ 3 ผู้ที่จะทำธุรกิจเชิงพาณิชย์ อย่างซื้อมาขายไป เช่น ช่อดอก หรืออะไรก็แล้วแต่ ตรงนี้เขาเป็นนักธุรกิจจะเก็บใบอนุญาตก็เก็บไป แต่ต้องกำหนดกติกาให้ชัดเจน นอกจากนี้ กลุ่มที่ 4 ในส่วนของผู้ใช้เชิงสันทนาการ หากจะให้ใช้ได้จริงต้องมีการกำกับดูแล เช่น ต้องกำหนดให้พบแพทย์ 2 สาขา คือ หมออายุรเวช และจิตแพทย์ ทั้งด้านสุขภาพ กับอาการหรือเป็นผู้ป่วยจิตเวชหรือไม่
กลุ่มที่ 5 นักวิจัย ควรมีบัญชีนักวิจัยเรื่องนี้เฉพาะว่า จะทำอะไรอย่างไร และก่อประโยชน์อย่างไร อย่างวิจัยให้THC น้อยที่สุด แต่จีน หรือยุโรป ทำมานานแล้ว
กลุ่ม 6 แพทย์ เภสัชกร พยาบาล ต้องมีความรู้เรื่องนี้ หากใครจะใช้ขอให้มีการขึ้นทะเบียนว่า มีใครบ้าง อยู่ที่ไหน ตรงนี้จะทำให้การใช้มีความหลากหลาย และใช้ไปในทางที่ถูก ป้องกันใช้ในทางที่ผิดได้ รวมไปถึงควรมีการทำงานร่วมกับกับท้องถิ่นของเรื่องนี้ เพราะพื้นที่จะรู้เรื่องดีที่สุด
“วันนี้เรามีปัญหาประชาสัมพันธ์ อย่างทุกวันนี้เห็นสื่อออกมาเพียงแค่ว่า ใช้ได้แล้ว จะมีแจกเมล็ดพันธุ์ล้านต้น แต่ไม่ได้พูดถึงข้อมูลผลดีผลเสีย ทั้ง THC และ CBD ต้องระบุให้ชัดว่า ใช้มากจะเกิดปัญหาอย่างไร หรือใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์” นายพิภพ กล่าว
ด้านนายไพโรจน์ แก้วมณี นักกฎหมาย ข้าราชการบำนาญ กล่าวว่า คำว่า กัญชาเสรี เสรีอย่างไร ตรงนี้มีมาตรการมาควบคุมป้องกันผู้บริโภคหรือไม่อย่างไร แล้วเรื่องอนุสัญญาเดี่ยวกฎหมายระหว่างประเทศที่ยังระบุให้กัญชาเป็นเยาเสพติด ตรงนี้จะขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่อย่างไร ตรงนี้ขอให้ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องมีมาตรการให้ชัดเจน
นายไพศาล ลิ้มสถิตย์ ศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หากพูดถึงกฎหมายในส่วนของระหว่างประเทศนั้น ปัจจุบัน กัญชา เป็นยาเสพติดตามกฎหมายยาเสพติดระหว่างประเทศตามอนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติด คศ.1961 ประเทศภาคีต้องมีการกำหนดในเรื่องกติกา อย่างการนำกัญชาไปใช้การแพทย์ ทางวิทยาศาสตร์ ทำได้ แต่ต้องมีกติกาชัดเจน อย่างไรก็ตาม กฎหมายระหว่างประเทศนี้ไม่ได้สนับสนุน หรือไม่อนุญาตให้ใช้เชิงสันทนาการ
ขณะที่ นายวัชรพงศ์ พุ่มชื่น นักวิชาการศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า จากการทำงานในชุมชน และเรียนรู้ข้อมูลชาวบ้าน ร่วมกันทำงานกับผู้ต้องขัง โดยจริงๆ ตนเห็นด้วยในการใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ และเชื่อว่ากัญชาจะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนตัวเล็กตัวน้อย แต่ยังมีคำถามว่า หากปลดล็อกเสรี จะเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย คนรุ่นใหม่ เพราะยังมีงานวิจัยมากมายเกี่ยวกับข้อดีของกัญชา
ทางวิชาการสารเสพติดภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ลงไปสอบถามประชาชนที่อยู่ในวงจรการใช้ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งกลุ่มเห็นด้วยรอให้ปลดล็อก ส่วนที่ไม่เห็นด้วยนั้น มาจากแกนนำภาคประชาชนเพราะกังวลว่าจะกระทบลูกหลาน
นอกจากนี้ ยังมีอีกส่วนที่ไม่มีข้อมูล พร้อมจะทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งตนไม่แน่ใจว่า คนในประเทศไทยส่วนใหญ่เห็นด้วยหรือไม่ ควรมีการฟังเสียงคนตัวเล็กตัวน้อย