สำหรับประเทศไทยที่มีข้อเสนอการเก็บภาษีความเค็ม เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่มีโซเดียมลดลงให้ผู้บริโภคนั้น รศ.นพ.สมบัติ กล่าวว่า นโยบายเก็บภาษีโซเดียม นอกจากทำให้ราคาสูงขึ้นแล้ว ยังจะทำให้คนไทยตระหนักรู้ว่า อาหารประเภทไหนควรระวังก่อนการบริโภค และทำให้ผู้ประกอบการคิดสูตรอาหารที่มีโซเดียมลดลง หรือสูตรเพื่อสุขภาพออกมา
“วันนี้เทรนด์ (trends) การดูแลสุขภาพมาแล้ว แต่ยังจุดกระแสไม่ติด ผมอยากเชิญชวนภาคอุตสาหกรรม แนวโน้มโลกยุคใหม่ อุตสาหกรรมต้องปรับตัว ทำอาหารให้มีคุณภาพ รสชาติอร่อย มีประโยชน์ต่อสุขภาพ หากเราอยากเป็นผู้นำด้านอาหารโลก รสชาติอร่อยอย่างเดียวไม่พอ ต้องเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นที่ยอมรับด้วย” รศ.นพ.สมบัติ กล่าว
ด้าน นพ.ปริญญ์ วาทีสาธกกิจ อายุรแพทย์ด้านโรคหัวใจ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงการกินเค็มว่า ปกติร่างกายมนุษย์ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรับการบริโภคเกลือสูงๆ การบริโภคเกลือหรือโซเดียมสูงนั้นจะทำให้ความสมดุลของปริมาณน้ำในร่างกายเสียไป โซเดียมจะดึงน้ำให้ขังในร่างกาย ทั้งในเส้นเลือดและระดับเซลล์ โดยไตมีหน้าที่กรองน้ำทิ้งเป็นปัสสาวะ ไตก็จะทำงานหนักขึ้น เพราะพยายามกรอง พยายามรีดน้ำออกจากร่างกาย
“ปริมาณน้ำที่สูงขึ้นจากการกินเค็มในร่างกาย ทำให้ความดันสูงขึ้น ความดันที่สูงขึ้นเส้นเลือดไม่สามารถรองรับความดันสูงได้ ซึ่งแรงกระแทกที่สูงผิดปกติ ทำให้เส้นเลือดบาดเจ็บ นานๆ เข้าจะสะสม เส้นเลือดจะเริ่มอุดตัน ตีบ แคบลง สุดท้าย คนไข้จะเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด” แพทย์ด้านโรคหัวใจ คณะแพทย์ศาสตร์ รพ.รามาธิบดี กล่าว และว่า ทั้งเส้นเลือดหัวใจอุดตัน หรือน้ำท่วมปอด การบริโภคเกลือที่มากเกินไป เป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิดเรื่องพวกนี้ขึ้น
จากข้อมูลการศึกษาในประเทศไทย คนไทยบริโภคเค็มค่อนข้างมาก โดยมีการเก็บปัสสวะดูปริมาณเกลือที่ขับทิ้งในแต่ละวัน พบว่า คนไทยมีการบริโภคเกลือเกิน ถึง 2 เท่าจากที่องค์การอนามัยโลกกำหนดให้บริโภคได้ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน พบภาคใต้ที่มากสุด คือกินถึง 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริโภคเกลือน้อยสุดของประเทศ ขณะที่กรุงเทพฯ กับภาคเหนือ บริโภคเกลืออยู่ในปริมาณกลางๆ
สำหรับการปรับการบริโภคเค็มลดลงนั้น นพ.ปริญญ์ เน้นย้ำ ผู้ที่ทำงานออฟฟิศ หรือไม่ได้ออกกำลังการต้องปรับการกินเค็มลดลง หากลดเค็มไม่ได้ ให้ลดปริมาณลง เช่น แทนที่จะกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหมดจาน กินครึ่งเดียวพอ ที่เหลือทิ้งไป น้ำซุปแทนซดหมดถ้วย ตักกิน 1-2 คำพอ
“การกินเค็มลดลง เป็นเรื่องยากแม้จะรณรงค์กันมาเป็นสิบปีโดยเฉพาะกับภาคอุตสาหกรรม การปรับปริมาณเค็มลดลงแม้จะไม่เยอะแต่ทำให้รสชาติเปลี่ยนไปเยอะ พอปรับเจ้าเดียวรสชาติเปลี่ยน ทำให้เสียการตลาด อร่อยสู้เจ้าอื่นไม่ได้ จึงยากมาก ฉะนั้นต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งไม่ใช่แต่ประเทศไทยเท่านั้น เรื่องเค็มได้เป็นปัญหาทั่วโลก” นพ.ปริญญ์ กล่าว